ตำรวจฉะเชิงเทรา รวบแก๊งแว้นท่อดัง 11 คน ชนตำรวจเจ็บหนัก มีเยาวชนอายุ 17 เพิ่งถูกตัดขา พอได้ขาเทียมก็ออกซิ่งอีก
กลางดึกวานนี้ (11ก.ค.68) เวลาประมาณ 01.00 น. พ.ต.ท.อัณณพ จันทร์ภักดี สารวัตรป้องกันและปราบปราม พร้อมด้วยสายตรวจรถจักรยานยนต์ สภ.เมืองฉะเชิงเทรา ได้ไล่ติดตามกลุ่มวัยรุ่นที่ขี่รถจักรยานยนต์ท่อเสียงดัง รวมตัวกันบนถนนสายสุวินทวงศ์ ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุช่วงใกล้เคียงวัดต้นตาล ตำบลวังตะเคียน อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา
มีรถของกลุ่มวัยรุ่นปาดหน้าเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ของตำรวจสายตรวจ ทำให้ ส.ต.ต.กิตติศักดิ์ อินรอด เป็นคนขับได้รับบาดเจ็บสาหัส และ ส.ต.ต.กัมพล จันทร์คงเดชา ตำรวจที่ซ้อนท้ายมาคันเดียวกันได้รับบาดเจ็บเช่นกัน มีเยาวชนอายุ 17 ปี ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากเหตุครั้งด้วย เจ้าหน้าที่กู้ภัยฉะเชิงเทรา ได้เคลื่อนย้ายนำตัวผู้บาดเจ็บทั้งหมด ส่งโรงพยาบาลพุทธโสธร
ต่อมาเวลา 16.00 น.วันเดียวกัน ตำรวจ สภ.เมืองฉะเชิงเทรา พ.ต.อ.สมชาย อยู่สวัสดิ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมด้วย พ.ต.อ.ภูริทัต บุญช่วย ผกก.สภ.เมืองฉะเชิงเทรา ได้ร่วมกันแถลงผลการจับกุมกลุ่มเยาวชนรวม 11 คน อายุเกิน 18 ปี 1 คน เยาวชนชาย 9 คน และเยาวชนหญิง 1 คน พร้อมรถจักรยานยนต์ 7 คัน กุญแจรถจักรยานยนต์ เสื้อผ้าที่ใช้สวมใส่ในคืนเกิดเหตุ โดยมีผู้ปกครองเด็กทั้งหมดให้มาร่วมเป็นพยานในการสอบสวน
พ.ต.อ.ภูริทัต บุญช่วย ผกก.สภ.เมืองฉะเชิงเทรา เปิดเผยว่า ตำรวจได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์วิทยุ 191 ว่ามีเหตุรุ่นจับกลุ่มขับขี่รถจักรยานยนต์ส่งเสียงดัง ในลักษณะก่อความเดือดร้อนรำคาญ บริเวณ รพ.เกษมราษฎร์ ต.หน้าเมือง อ.เมืองฉะเชิงเทรา จึงได้ไปตรวจสอบตามที่รับแจ้ง เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบว่ามีกลุ่มวัยรุ่นจับกลุ่มขับขี่รถจักรยานยนต์ จำนวน 5-6 คัน ขับรถโดยประมาทหวาดเสียว ไม่คำนึงถึงความปลอดดภัย สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น จึงได้แสดงตัวและสั่งการให้หยุดรถเพื่อตรวจสอบ เมื่อกลุ่มวัยรุ่นได้เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้ทำการขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีก่อนจะมาเกิดอุบัติเหตุขึ้นดังกล่าว
สำหรับอาการบาดเจ็บของตำรวจทั้ง 2 นาย ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ ตอนล้มหัวกระแทกพื้น อีกคนที่นั่งซ้อนท้ายอาการค่อนข้างหนัก ได้รับบาดเจ็บบริเวณใบหน้าและทรวงอก ซึ่งขณะตอนล้มหน้าได้กระแทกพื้น ซึ่งตอนนี้ทางแพทย์ยังไม่ได้ระบุว่า อาการสาหัสมากน้อยขนาดไหน ซึ่งจากการดูด้วยสายตาพบว่า อาเจียนเป็นเลือด และยังจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้
ตำรวจจึงตั้งข้อกล่าวหาเบื้องต้น ตามพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) ขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลและทรัพย์สิน / ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ส่วนประมวกฎหมายอาญา สำหรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ก่อเหตุเกี่ยวกับรถเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ได้แจ้งข้อกล่าวหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร มาตรา 368 วรรคแรก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบวัน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ / กระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามมาตรา 390 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
และหากแพทย์ระบุว่าผู้บาดเจ็บมีอาการสาหัส (รักษาตัวเกินกว่ายี่สิบวัน) จะแจ้งข้อหาเพิ่มเติมตามมาตรา 300 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหลังจากนี้จะควบคุมตัวเด็กและเยาวชนทั้งหมดส่งฟ้องศาลจังหวัดฉะเทรา และขออำนาจศาลในการยึดรถจักรยานยนต์ทั้งหมดที่ขับขี่สร้างความเดือดร้อนในคืนดังกล่าว
ทั้งนี้ พี่สาวของ 1 ในผู้ต้องหา เปิดเผยว่า น้องชายของตนเองเพิ่งประสบอุบัติเหตุ หลังขี่รถจักรยานยนต์ออกไปกับเพื่อนจนต้องตัดขาขวาทิ้ง เมื่อเดือนกุมพาพันธ์ที่ผ่านมา พักรักษาตัว กายภาพบำบัดเพิ่งจะหัดเดินจากขาเทียมได้ไม่นาน ตอนแรกก็คิดว่าน้องชายคงจะเข็ดแล้ว ไม่คิดจะออกมาแข่งรถกันแบบนี้ กระทั่งเมื่อคืนเกิดเหตุ น้องชายได้ขอยืมรถจักรยานยนต์ บอกว่าจะออกไปซื้อของ จึงให้น้องชายไปเติมน้ำมันรถให้ด้วย พอน้องกลับเข้ามาบ้านตอนดึก สักพักก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตามเข้ามา จึงรู้ว่าน้องออกไปแข่งรถกับพวกเพื่อน ๆ อีก