หลักฐานชี้สายลับกัมพูชา

View icon 141
วันที่ 7 ส.ค. 2568 | 11.03 น.
ห้องข่าวภาคเที่ยง
แชร์
ห้องข่าวภาคเที่ยง - กรณีจับกุมอดีตทหารหน่วย BHQ ชาวกัมพูชา ตอนนี้หลักฐานต่าง ๆ ชี้ได้ว่าต้องสงสัยอย่างมากที่จะเป็นสายลับ ทั้งมือถือที่แอบซ้อนไว้ในบ้าน 2 เครื่อง มีชื่อที่ใช้ในเอกสารไม่ตรงกันถึง 4 ชื่อ

หลักฐานชี้สายลับกัมพูชา
ตำรวจและหน่วยงานด้านความมั่นคง ยังคงสอบเค้นนายวิน หรือร้อยเอก วิน ดา อายุ 36 ปี ชาวกัมพูชา ที่ถูกจับกุมตัวได้ที่บ้านพักของภรรยาใน อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์

หลังสอบปากคำมาเกือบ 2 วัน ประกอบกับหลักฐานที่ยึดได้ มีปืน 1 กระบอก เครื่องแบบทหารกัมพูชา เสื้อกั๊ก หมวก ติดตราสัญลักษณ์ หน่วย BHQ หรือกองกำลังพิทักษ์ “ฮุน เซน” และโทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง โดย 2 เครื่องแอบซ่อนไว้ในห้องนอน แถมในเฟซบุ๊กของนายวิน พบว่าเป็นกองเชียร์การสู้รบกับไทยด้วย

นอกจากนี้ยังพบ เอกสารทางราชการ ใช้ชื่อในบัตรประชาชน พาสปอร์ต ชื่อทางทหาร และบัตรทำงาน ไม่ตรงกัน มีชื่อต่างกัน 4 ชื่อ ชื่อในบัตรประชาชน นาย วิน ดา อายุ 36 ปี ชื่อในพาสปอร์ต MEAS SOMONCHANNAK ชื่อทางทหาร ร้อยเอก ซน กิม ไอ กองบัญชา BHQ ชื่อในบัตรที่ทำงาน

แม้นายวิน หรือร้อยเอกวิน จะรับว่า เคยเป็นทหาร BHQ มา 9 เดือน ลาออกมาเมื่อปี 2564 ก่อนจะย้ายมาอยู่กับภรรยาที่จังหวัดบุรีรัมย์ มีลูก 1 คน อายุ 1 ขวบเศษ และปฏิเสธว่าไม่ได้มาเป็นสายลับ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ โดยหลักฐานที่พบทั้งหมด รวมทั้งการเข้า-ออก ไทย-กัมพูชา แบบผิดปกติ โดยก่อนจะมีการปะทะ ก็ลอบเข้าไทยทางช่องทางธรรมชาติที่จังหวัดสระแก้ว เมื่อเดือนมิถุนายน

พอนำตัวเมียของนายวิน คือนางสาวจอย อายุ 27 ปี มาสอบปากคำ อ้างว่า รู้จักนายวิน ทำงานเป็นบาร์โฮสต์ ที่พัทยาเมื่อ 3 ปีก่อน สามีเคยเล่าให้ฟังว่าฝึกทหาร แต่ไม่รู้ว่าเป็นทหารหน่วย BHQ แต่สิ่งที่ทำให้ตำรวจสะดุดใจคือ เธอและนายวิน ไม่ได้ทำงาน แต่มีเงินใช้

โดยเช้าวันนี้ ตำรวจได้คุมตัวนายวิน ไปฝากขังต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ในข้อหา พอพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ส่วนข้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคงยังไม่ได้แจ้ง รอตรวจสอบหาความชัดเจน โดยนายวิน ปฎิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ในประเด็นต่าง ๆ จากผู้สื่อข่าวที่ไปดักรอ

ผู้สื่อข่าวเราไปตรวจสอบที่บ้านของนางสาวจอย พูดคุยกับผู้ใหญ่บ้าน เล่าให้ฟังว่า นายวิน เข้ามาอยู่ในหมู่บ้านเกือบ 2 ปีที่แล้ว แต่ไม่ได้ทำงานอะไร เท่าที่เห็นเป็นคนอัธยาศัยดี พอทราบข่าวยอมรับว่าตกใจ ลึก ๆ เชื่อว่าน่าจะเป็นสายลับจริง

ส่วนนางสาวจอย เคยไปทำงานอยู่พัทยา กลับบ้านบ้างเป็นบางครั้ง ต่อมามีแฟนเป็นฝรั่ง จนได้สร้างบ้านแล้วกลับมาอยู่ที่บ้าน กระทั่งเห็นนายวิน เข้ามาอาศัยอยู่ด้วย จนมีลูกด้วยกัน 1 คน สาเหตุที่ทั้งสองคนไม่ได้ทำงานและมีเงินใช้เชื่อว่า น่าจะเป็นเงินที่ฝรั่งส่งมาให้ทุกเดือน

กัมพูชาโต้ปมสายลับ BHQ อ้างไทยกุเรื่อง
ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา ต้องคนนี้เลยไม่พลาดออกมาให้ข่าวโต้ พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ปฏิเสธอย่างเร็ว ไทยกุเรื่อง จับสายลับทหาร BHQ ไม่มีมูลความจริง ขาดหลักฐานที่น่าเชื่อถือ มุ่งบิดเบือนความจริง และมีเจตนาอย่างชัดเจนที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ทำลายชื่อเสียงของกัมพูชา ย้ำว่า กระทรวงกลาโหมและกองทัพกัมพูชา ห้ามการเกณฑ์ทหารของบุคคลที่มีรอยสัก

ขณะที่ชาวโซเชียลแห่แชร์ภาพทหารกัมพูชา ที่บอกว่าไม่มีรอยสัก นี่ไง มีรอยสักทั้งหมดเลย แถมมีเครื่องรางของขลังด้วย มีทั้งทหารประจำการและทหารบ้าน ล้วนมีรอยสัก หรือจะอ้างอีกเป็นทหารแล้วแอบไปสัก 

สายลับ แฝงตัวในไทย ผิดกฎหมายอย่างไร
การดำเนินคดีกับ "สายลับ" หรือ "ผู้ที่กระทำการจารกรรม" ในประเทศไทย มีกฎหมายหลายฉบับที่สามารถนำมาใช้เอาผิดได้ ซึ่งแต่ละข้อหาจะขึ้นอยู่กับความหนักเบา และกฎหมายนี้ มีหน่วยงานไหนเอาไปบังคับใช้

เอาโทษสูงสุดก่อน เช่น กรณีที่สายลับทำงานให้ข้าศึกเพื่อโค่นล้มรัฐบาลไทย พูดง่าย ๆ เป็นกบฎ หรือ เรื่องการใช้โดรน อันนี้เห็นบ่อยช่วงนี้ จะเข้าข้อหา ผู้ใดกระทำการให้ข้อศึกในเวลามีสงคราม ทั้งแจ้งความเคลื่อนไหวกองทัพ, ส่งเอกสารลับให้ต่างชาติ หรือให้ที่พักพิงแก่ศัตรู โทษ คือ ประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือถ้าเป็นความผิดฐาน สนับสนุนองค์กรก่อการร้าย หรือกระทำในนามของขบวนการต่างชาติที่มุ่งทำลายประเทศไทย ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการก่อการร้าย ก็จะมีโทษแบบนี้เหมือนกัน

โทษที่เบารองลงมาหน่อย แต่ก็ยังหนักอยู่ดี เช่น แอบถ่ายแผนที่ทางทหาร, โรงงานผลิตอาวุธ หรือแทรกซึมหน่วยราชการ ในภาวะที่ยังไม่เกิดสงคราม โทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี และปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือที่เราเห็นเอกสารราชการที่ประทับตรา ลับ ลับมาก ลับที่สุด คนที่เอาข้อมูลนี้ไปเปิดเผยโดยไม่มีอำนาจ มีโทษทั้งทางวินัย และอาญา หรือพวกที่แฮกข้อมูล จะมีโทษตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง