อ.เจษฎ์ แนะ พม. ช่วยเด็ก 13 ปี ให้ได้เรียนต่อในสถานะคนต่างด้าว

อ.เจษฎ์ แนะ พม. ช่วยเด็ก 13 ปี ให้ได้เรียนต่อในสถานะคนต่างด้าว

View icon 304
วันที่ 28 ส.ค. 2568 | 11.03 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
อาจารย์เจษฎ์แนะ พม.ยื่นมือช่วย นร. 13 ปี ถูกแจ้งจับคนต่างด้าว ใช้ช่องอนุสัญญาสิทธิเด็ก ให้ได้โอกาสเรียนต่อในสถานะคนต่างด้าว ไม่รีบส่งกลับ ซึ่งไม่ใช่การให้สัญชาติไทย เป็นการดูแลอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ

เคสนักเรียนวัย 13 ปี ซึ่งถูกชาวบ้านแจ้งจับบุคคลต่างด้าว ระหว่างถูกควบคุมตัวที่โรงเรียน น้องต้องถอดชุดลูกเสือเปลี่ยนเป็นชุดไพรเวท สวมกอดครู ร้องไห้กันทั้งครูและนักเรียน จากเดิมเข้าใจว่าน้องมีพ่อเป็นคนไทย แม่เป็นชาวกัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบจากใบสูติบัตร หรือใบเกิด พบว่าเด็กมีพ่อเป็นชาวกัมพูชา ส่วนพ่อคนไทยเป็นพ่อเลี้ยง

ทางด้าน รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาให้ความเห็นผ่ายเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า เช้านี้เห็นข่าวน่าเศร้า เรื่องที่เด็กนักเรียนคนหนึ่ง ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ ถูกตำรวจเข้ามานำตัวไปจากโรงเรียนตั้งแต่เช้า เนื่องจากมีคนแจ้งความว่าเป็นคนต่างด้าว จากการที่แม่ซึ่งเป็นคนกัมพูชาได้ลักลอบเข้าเมืองมา ตั้งแต่ตอนที่เด็กคนนี้เป็นทารก จนตอนนี้อายุ 13 ปีแล้ว คาดว่า คงจะถูกดำเนินคดีข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และคงจะถูกส่งตัวกลับประเทศ

รศ.ดร.เจษฎา ให้ความเห็นว่า เรื่องนี้ ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) น่าจะเข้ามาช่วยดูแล ประเด็น "สิทธิเด็ก" ด้วย อย่าใช้แต่กฏหมายทางปกครองอย่างเดียว จนทำให้เด็กหนึ่งคนต้องเสียอนาคตไปขนาดนั้น ข้อสำคัญคือ กระทรวง พม. เพิ่งจะมีผลงานสำคัญไปเมื่อ 30 ส.ค.2567 จากการยื่นตราสาร "ถอนข้อสงวน ข้อ 22 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก" เพื่อยกระดับการคุ้มครองเด็ก "เด็กผู้ลี้ภัยและเด็กผู้แสวงหาที่พักพิง"  อันแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีความมุ่งมั่นต่อการปกป้องคุ้มครองสิทธิของเด็ก "ทุกคน" อย่างเท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 ได้เห็นชอบต่อการถอนข้อสงวน ข้อ 22 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ว่าด้วยการคุ้มครองเด็กผู้ลี้ภัยและเด็กผู้แสวงหาที่พักพิง ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ เนื่องจากไทยได้ดำเนินการปกป้องคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ตามมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครอง และจัดบริการสำหรับเด็กผู้ลี้ภัยและเด็กผู้แสวงหาที่พักพิง มาอย่างต่อเนื่อง

รายงานข่าวตอนนี้ ระบุว่า กระทรวง พม. ในฐานะหน่วยงานขับเคลื่อนการดำเนินงานตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก จะได้มีการแต่งตั้ง "คณะทำงานเพื่อส่งเสริมและติดตามการเข้าถึงสิทธิของเด็กผู้ลี้ภัยและเด็กผู้แสวงหาที่พักพิง" และประสานความร่วมมือทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกป้อง คุ้มครอง และเติมเต็มสิทธิเด็กทุกคน โดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ทิ้งเด็กคนใดไว้เบื้องหลัง และที่สำคัญเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก

รศ.ดร.เจษฎา ระบุด้วยว่า ที่สำคัญอีกอย่างคือ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อที่ 22 นี้ "ไม่ได้" เป็นการ ให้สัญชาติไทยกับเด็กเหล่านั้น อย่าเข้าใจผิดกันดังนั้น กระทรวง พม. จึงควรรีบเร่งดำเนินการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือให้เด็กนักเรียนคนนั้น ยังสามารถใช้ชีวิตเรียนหนังสือต่อไปได้ ตามอนุสัญญาสิทธิเด็ก ภายใต้สถานะบุคคลต่างด้าว ไม่จำเป็นต้องรีบเร่งส่งไปกัมพูชา