ปิดสวิตช์บริษัท ประกันเถื่อน รับเคลมรถมือสอง พบเหยื่อเกือบ 500 ราย ฮุบเบี้ยประกันกว่า 30 ล้านบาท

ปิดสวิตช์บริษัท ประกันเถื่อน รับเคลมรถมือสอง พบเหยื่อเกือบ 500 ราย ฮุบเบี้ยประกันกว่า 30 ล้านบาท

View icon 780
วันที่ 4 ก.ย. 2568 | 11.06 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ปิดสวิตช์บริษัท “ประกันเถื่อน” รับเคลมรถมือสอง พบเหยื่อเกือบ 500 ราย ฮุบเบี้ยประกันกว่า 30 ล้านบาท

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง กก.4 บก.ปอศ. ร่วมกันจับกุม นายอัศนัย อายุ 36 ปี นางสาวณัฐปภัสร์ อายุ 42 ปี นายพัศพงศ์ อายุ 26 ปี

ฐานความผิด “ร่วมกันเป็นผู้รับประกันภัยโดยไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันภัย,นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน”

พฤติการณ์ สืบเนื่องจากเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)  ได้ประสานความร่วมมือมายังตำรวจสอบสวนกลาง กรณีที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายที่ซื้อรถยนต์จากเต็นท์รถมือสองย่านบางแคและนนทบุรี โดยมีการเสนอแพ็กเกจที่เรียกว่า “ประกันสุขภาพรถยนต์/รับประกันคุณภาพรถยนต์มือสอง” เพื่อรับประกันอะไหล่รถยนต์มือสองของลูกค้า เรียกเก็บค่าเบี้ยประกัน 28,000 บาท หลังจากผู้เสียหายบางรายซื้อรถไปแล้วไม่นาน ปรากฏว่ารถเกิดอาการผิดปกติ เช่น เครื่องยนต์สะดุด ระบบเกียร์มีปัญหา ระบบหัวฉีดขัดข้อง จึงได้นำรถยนต์ไปซ่อมที่อู่ในเครือ ปรากฎว่าบริษัทปฏิเสธความรับผิดชอบ ไม่รับเคลมโดยอ้างว่าราคาสูงเกินมาตรฐานและอยู่นอกเงื่อนไขความคุ้มครอง กลุ่มผู้เสียหายจึงได้เข้าร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) 

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. ได้สั่งการให้ กก.4 บก.ปอศ. สืบสวนสอบสวนกรณีดังกล่าว พบว่า บริษัท จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อปี 2565 มีนายอัศนัยฯ, นางสาวณัฐปภัสร์ฯ และนายพัศพงศ์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท มีพฤติกรรม เสนอขายแพ็กเกจ “ประกันสุขภาพรถยนต์/รับประกันคุณภาพรถยนต์มือสอง” ผ่านทางเต็นท์รถมือสองต่างๆ กว่า 20 เต็นท์ อ้างว่ามีอู่ในเครือข่ายกว่า 200 แห่ง เรียกเก็บเบี้ยประกันตั้งแต่ 9,000 – 100,000 บาท ให้ความคุ้มครองสูงสุด 300,000 บาท ซึ่งลักษณะการกระทำดังกล่าว เป็นการเรียกเก็บผลตอบแทน เพื่อคุ้มครองความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อันมีลักษณะเป็นการ “รับประกันภัย” ซึ่งจะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

จากการตรวจสอบไม่พบว่าบริษัทนี้ ได้รับใบอนุญาตการประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังพบว่าบริษัทมีการเผยแพร่คลิปโฆษณาผ่านเพจเฟซบุ๊ก ปรากฎคลิปชายไทย อ้างตนเป็นเจ้าของรถยนต์ BMW นำรถยนต์ของตนไปซ่อม โดยได้รับความคุ้มครองจากประกันสุขภาพรถยนต์ของบริษัทผู้ต้องหาโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จากการสืบสวนพบว่า ชายคนดังกล่าวมีอาชีพเป็นแมสเซนเจอร์ ได้รับการว่าจ้างจากนายอัศนัยฯ กรรมการของบริษัท ให้ถ่ายคลิปโฆษณาแลกเงินค่าจ้าง จำนวน 500 บาท โดยไม่ใช่เจ้าของรถยนต์ BMW ภายในคลิป และไม่เคยทำประกันสุขภาพรถยนต์กับบริษัทผู้ต้องหาแต่อย่างใด

จากการตรวจสอบข้อมูลทางการเงิน พบเงินหมุนเวียนที่น่าเชื่อว่ามาจากการการเรียกเก็บเบี้ยประกันจากผู้เอาประกัน 259 ราย และกลุ่มเต็นท์รถคู่สัญญา จำนวน 52 ราย รวมมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท โดยมีการโอนเงินต่อไปยังบัญชีธนาคารส่วนตัวของกรรมการทั้ง 3 รายไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่มีการจัดการกองทุนความเสี่ยงหรือกันเงินสำรองค่าสินไหมตามหลักการดำเนินธุรกิจประกันภัย พนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน ยื่นคำร้องขอหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ในความผิดตาม พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 และ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560

ต่อมาวันที่ 1 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. ได้นำหมายค้นเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 2 จุด ซึ่งเป็นที่ตั้งบริษัทผู้ต้องหาอยู่ในพื้นที่ เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร และ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร จนนำไปสู่การจับกุมตัวนายอัศนัยฯ, นางสาวณัฐปภัสร์ฯ และนายพัศพงศ์ กรรมการของบริษัท พร้อมทั้งเข้าตรวจสอบเต็นท์จำหน่ายรถยนต์มือสอง จำนวน 2 แห่ง ย่านบางแคและนนทบุรี ผลการตรวจค้นบริษัทผู้ต้องหาพบว่ามีที่ตั้งเป็นทาวน์โฮมไม่มีพนักงานและการประกอบกิจการแต่อย่างใด จึงได้ตรวจยึดพยานหลักฐานและเอกสาร เช่น เอกสารการโฆษณา, ใบตรวจสภาพรถยนต์, สมุดคู่มือการเอาประกันภัยและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการของบริษัทผู้ต้องหา โดยน่าเชื่อว่ามีประชาชนหลงเชื่อทำกรมธรรม์ เกือบ 500 ราย

อีกทั้งยังพบว่าบริษัทผู้ต้องหามีการออกใบรับรองการตรวจสภาพรถยนต์และตารางกรมธรรม์ ซึ่งโดยปกติจะต้องได้รับความเห็นชอบจากเลขาธิการ สำนักงาน คปภ. เพื่อให้สัญญาเป็นธรรมกับคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ภายใต้หลักการประกันภัย โดยพฤติการณ์การออกกรมธรรม์ทั้งที่บริษัทไม่ได้รับอนุญาตและการโฆษณาดังกล่าว อาจทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่าบริษัทผู้ต้องหาได้รับอนุญาตให้เป็นผู้เอาประกันภัยตามกฎหมาย ซึ่งการที่บริษัทผู้ต้องหาปฏิเสธความคุ้มครองและผลักภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้เอาประกัน เป็นประกันภัยที่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่ผู้บริโภคในวงกว้าง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จับกุมตัวกรรมการบริษัททั้ง 3 ราย นำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

​สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การภาคเสธ โดยรับว่าบริษัทของตนได้เปิดบริษัทเพื่อดำเนินธุรกิจรับรองคุณภาพกับเต็นท์รถยนต์มือสอง รวมทั้งให้บริการซ่อมบำรุงและเซอร์วิสรถยนต์สำหรับรถจากเต็นท์รถยนต์มือสอง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง