ออกหมายจับ เจ้าของอู่รถ ปิดอู่หนี หลังเอารถลูกค้าไปจำนำ บางคันก็เอาไปชำแหละขาย ชาวบ้านหลายรายที่บุรีรัมย์ รวมตัวแจ้งความดำเนินคดีฐานยักยอกทรัพย์ คาดทำเป็นขบวนการ
(23 ก.ย.68) ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้าน ในหลายอำเภอที่จังหวัดบุรีรัมย์ ได้พากันเดินทางไปติดตามความคืบหน้าที่สถานีตำรวจภูธรเมืองบุรีรัมย์ กรณีที่เคยเข้าแจ้งความร้องทุกข์ ให้ดำเนินคดีกับเจ้าของอู่ซ่อมรถแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองบุรีรัมย์ และพวก ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ ด้วยการนำรถยนต์ที่ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้าน ซึ่งเป็นลูกค้าเอาไปซ่อมไว้ที่อู่ ไปชำแหละขาย และจำนำต่อ สร้างความเดือดร้อนเสียหายให้กับเจ้าของรถหลายราย ซึ่งส่วนใหญ่ได้จ่ายเงินค่าอะไหล่ และค่าซ่อม ให้เจ้าของอู่ที่เรียกเก็บล่วงหน้าไปแล้ว ยังมาถูกยักยอกรถไปขายและจำนำอีก ผู้เสียหายบางคน ที่รถถูกเจ้าของอู่ยักยอกไปขายและจำนำ ยังผ่อนชำระไฟแนนซ์อยู่ จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามตัวเจ้าของอู่ และพวกมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว
นายกิตติพันธ์ ผู้ใหญ่บ้านแห่งหนึ่งใน ต.เมืองฝาง อ.เมืองบุรีรัมย์ เล่าว่า ส่วนตัวรู้จักกับนายนา ซึ่งเป็นเจ้าของอู่ เพราะเป็นเขยคนในหมู่บ้าน ช่วงเดือน ก.ค.68 ได้นำรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว ของตนเองไปซ่อมที่อู่จอดไว้ราว 3 เดือน แต่พอเอารถกลับมาใช้งานก็มีปัญหาน้ำมันพุ่งออก จึงบอกให้นายนา เจ้าขออู่ไปดูให้ที่บ้านอีกรอบ ขาก็มาขับรถที่บ้านก็คิดว่าจะเอาไปซ่อมที่อู่ แต่กลับไปเห็นรถจอดไว้ที่บ้านเมียของเขาเกือบเดือน ก็เข้าใจว่า เขาอาจจะรออะไหล่ ตนจึงบอกให้ลูกไปขับมาไว้ที่บ้านก่อน แต่เขาอ้างว่า วันต่อมาค่อยมาเอา แต่พอวันต่อมาลูกไปเอาก็ไม่เจอรถแล้ว
เมื่อไปถามเขาก็บอกว่า เอาไปซ่อมที่อู่ แต่พอตามไปดูที่อู่ก็ไม่เห็นรถจอดอยู่ เห็นแต่รถลูกค้าคนอื่นจอดเปิดกระโปรงทิ้งไว้ พอโทรไปถามเจ้าของอู่ก็หลอกว่า เอาไปจอดซ่อมที่บ้านเพื่อน เพราะเขามีเครื่องมือครบ จากนั้นผ่านไป 3 อาทิตย์ ก็ไม่เห็นรถอีกเลย หายไปจนทุกวันนี้ ก็อยากให้ตำรวจติดตามจับกุมตัวเจ้าของอู่ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาดำเนินคดี และรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายคืนด้วย ทั้งค่าซ่อมที่จ่ายไปแล้วกว่า 68,000 บาท แถมยังถูกขโมยรถไปอีกไม่รู้ว่าตอนนี้รถอยู่ไหน เพราะเขาปิดอู่ไปแล้ว เชื่อทำเป็นขวนการ และทราบว่ามีลูกค้าที่ตกเป็นเหยื่อลักษณะนี้เกือบ 10 ราย
ด้านนางอรุณี ผู้เสียหายอีกราย เล่าว่า วันที่ 10 พ.ค.68 ได้นำรถยนต์ยี่ห้อเชฟโลเลต สีดำ ซึ่งมีอาการติดๆ ดับๆ ไปเช็กที่อู่ดังกล่าว ช่างบอกว่าเป็นที่หัวฉีด จะต้องเปลี่ยน ทางอู่ก็เรียกเก็บเงินก่อน 9,500 บาท อ้างว่าจะต้องไปซื้ออะไหล่ แต่วันนั้นมีเงินติดกระเป๋า 3,500 บาท จึงจ่ายไปก่อน จากนั้นก็ขับรถกลับบ้านที่ อ.ห้วยราช เพื่อไปหาเงินมาจ่ายเพิ่มอีก 6,000 บาท โดยการโอนเข้าบัญชีให้เจ้าของอู่ รวมเป็นเงินที่จ่ายไป 9,500 บาท จากนั้นวันที่ 12 พ.ค.68 เจ้าของอู่และช่างได้ไปขับรถยนต์ที่บ้าน บอกว่าจะเอาไปซ่อมที่อู่ให้ เพราะถ้าขับไปเองอาจจะดับกลางทาง ถ้าซ่อมเสร็จแล้วจะโทรแจ้งให้ไปรับรถ แต่หลังจากนั้นก็เงียบไป
วันที่ 27 พ.ค.68 จึงได้โทรไปถามที่อู่ว่ารถซ่อมเสร็จหรือยัง แต่อู่ก็อ้างว่าเช็กระบบไฟอยู่น่าจะเสร็จราวสิ้นเดือน พ.ค. จากนั้นวันที่ 2 และ 6 มิ.ย.68 ก็โทรถามอีก ก็ยังอ้างอีกว่ากำลังเช็ก วันที่ 8 มิ.ย. เจ้าของอู่ ก็โทรมาบอกว่าอย่าเพิ่งเข้ามา เพราะยังเคลมอะไหล่อยู่ จากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อได้ วันที่ 14 มิ.ย. จึงเดินทางไปที่อู่แต่พบว่าอู่ปิดไป จนมาทราบภายหลังว่าเขาเอารถไปจำนำแล้วในราคา 30,000 บาท ก็พยายามไปตามหา เพื่อจะไถ่เอารถคืน แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่ารถอยู่ที่ไหน จึงได้นำหลักฐานเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของอู่ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะเชื่อว่าน่าจะทำเป็นขบวนการ
ขณะที่ผู้เสียหายชาว อ.ลำปลายมาศ อีกราย บอกว่า ได้นำรถไปซ่อมที่อู่แห่งนี้เหมือนกัน จากนั้นทางอู่แจ้งไปว่าค่าซ่อม 18,000 บาท ตนก็มองว่ามันแพงมาก แค่ปั๊มกับหัวฉีด จึงแจ้งว่าอย่าเพิ่งซ่อม เพราะรถหลายปีแล้ว ถ้าซ่อมราคานี้คงไม่คุ้ม เขาเลยบอกว่า งั้นเดี๋ยวลองซ่อมขายดู จะขายมั้ย ตนเห็นว่าถ้าซ่อมราคานี้ก็เลยบอกไปว่า ถ้าขายได้จะได้ประมาณเท่าไหร่เขาบอกว่าได้ราว 40,000 บาท ก็เลยตอบตกลง กระทั่งเขาเงียบหายไป จึงมาทราบภายหลังว่า เขาชำแหละรถขายไปแล้ว แต่ไม่ยอมเอาเงินให้ ก็อยากให้เจ้าของอู่รับผิดชอบ
ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองบุรีรัมย์ ให้ข้อมูลว่า กรณีที่มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ว่า เจ้าของอู่และพวกยักยอกทรัพย์รถยนต์ที่เอาไปซ่อมนั้น ทางพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหาตามขั้นตอน ซึ่งนายมานิต หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน และถูกแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว แต่ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ ในชั้นสอบสวนจึงได้รับการปล่อยตัว ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อสรุปสำนวนส่งฟ้องตามขั้นตอน
ส่วนนายนา ที่ผู้เสียหายระบุว่า เป็นเจ้าของอู่ ยังไม่ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก พนักงานสอบสวนจึงได้ออกหมายจับ ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามจับกุมตัว ส่วนโรงพักอื่นที่ผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ ก็อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพื่อออกหมายจับเช่นกัน