ข่าวภาคค่ำ - หลังเสร็จสิ้นการแถลงนโยบาย นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกทันที ที่อาคารรัฐสภา
เวลา 18.30 น. ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะรัฐมนตรีร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก
วาระสำคัญในการประชุม ครม.วันนี้ จะพิจารณาการบริหารจัดการงบประมาณที่เหลือในงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน และจำเป็นเร่งด่วน พ.ศ.2568 จำนวน 62,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ใช้ดำเนินการใน 2 ส่วน
ได้แก่ นโยบายคนละครึ่ง และนโยบายชำระหนี้รัฐบาลให้ธนาคาร ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะต้องอนุมัติในวันนี้ (30 ก.ย.) ถือเป็นวันสุดท้ายในปีงบประมาณ
นายอนุทินสั่งการในที่ประชุมว่า หลังจากนี้ต้องเร่งทำงานเพื่อให้นโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา เกิดผลเป็นรูปธรรม และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน
พร้อมสั่งการถึงการช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยขอให้กระทรวงมหาดไทยเร่งสั่งการไปยังจังหวัด และลงไปถึงระดับอำเภอ เร่งขึ้นทะเบียนครอบครัวผู้ประสบภัย เพื่อรัฐบาลจะได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย เสนอค่าเยียวยาเบื้องต้นให้แก่ครอบครัวผู้ประสบภัย
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ จะเสนอแต่งตั้ง นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และจะพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำของกระทรวงคมนาคมที่คงค้างอยู่
ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี แต่ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงเช้า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (30 ก.ย.) จะยังไม่มีการนำเสนอโครงการคนละครึ่ง เพราะต้องเตรียมรายละเอียดของโครงการก่อน จากนั้นจะอธิบายให้ประชาชนทราบรายละเอียดต่อไป แต่ยืนยันว่า จะดำเนินการได้ทันตามกำหนดการไทม์ไลน์ให้ใช้จ่ายช่วงเดือนตุลาคมนี้แน่นอน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในวันนี้ (30 ก.ย.) จะมีการเสนอที่ต่อประชุม ครม. เพื่อยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 เกี่ยวกับมาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย สายสีแดงและสีม่วง ซึ่งจะสิ้นสุดในวันนี้ ก่อนจะมีการขยายมาตรการรถไฟฟ้า 20 บาท ออกไปอีก 2 เดือน คือ เดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ เพื่อความต่อเนื่อง ช่วยลดค่าใช้จ่ายเดินทางประชาชน
ด้าน นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI เห็นว่า นโยบายด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่ง และมาตรการลดค่าครองชีพ แม้จะมีส่วนดี ช่วยลดค่าครองชีพประชาชน แต่ก็มีจุดอ่อน เนื่องจากกลุ่มกลุ่มเปราะบาง อาจใช้สิทธิ์ไม่เต็ม เพราะไม่มีเงินมาร่วมจ่าย ในขณะที่การอุดหนุนค่าครองชีพ ถ้าทำแบบวงกว้างก็จะขาดประสิทธิภาพ ไปช่วยเหลือคนที่ไม่ได้เดือนร้อนมาก