น้ำโขงเป็นพิษ “เลย บึงกาฬ หนองคาย นครพนม” ตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐาน

น้ำโขงเป็นพิษ “เลย บึงกาฬ หนองคาย นครพนม” ตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐาน

View icon 912
วันที่ 15 พ.ย. 2568 | 16.46 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
“ภัทรพงษ์” กระตุกรัฐบาลเร่งแก้ “น้ำโขงเป็นพิษ” 4 จังหวัดภาคอีสาน ตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐาน คาดมาจากเหมืองต่างประเทศ ต้องเร่งถกต่างชาติ แก้ปัญหามลพิษข้ามแดนที่ต้นตอ

วันนี้ (15 พ.ย.68) นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เปิดประเด็นใหม่ อ้างมีข้อมูลน้ำโขงอีสานเป็นพิษจากเหมืองต่างประเทศ จังหวัดเลย บึงกาฬ หนองคาย และ นครพนม ตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐาน แต่รัฐบาลทำเพียงตั้งคณะทำงานในประเทศ แต่ต้นตอนอกประเทศไม่มีความคืบหน้า พร้อมเรียกร้องให้เร่งเจรจาพหุภาคี ไทย-จีน-เมียนมา-ลาว เพื่อแก้ปัญหามลพิษข้ามแดนที่ต้นตอ ใจความสำคัญของโพสต์ตอนหนึ่ง มีดังนี้

“ปัญหาน้ำเป็นพิษจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน ที่เรามักได้ยินข่าวเพียง น้ำกก น้ำสาย น้ำสาละวิน ในภาคเหนือ แต่ปัจจุบันปัญหานี้ลุกลามไปจนถึงภาคอีสานแล้ว หลังกรมควบคุมมลพิษตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐานในจุดตรวจทั้ง 4 จุด ที่จังหวัดเลย-บึงกาฬ-หนองคาย-นครพนม ซึ่งน่าแปลกใจมากครับ ผลการตรวจน้ำเป็นพิษออกมาเกินมาตรฐานเกือบสอง แต่ทุกเวทีการประชุมของรัฐบาล กลับไม่พูดถึงปัญหาน้ำโขงเป็นพิษในภาคอีสานเลย เว็บไซต์หลักของกรมควบคุมมลพิษก็ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลนี้ ผลการตรวจไปซ่อนอยู่ในมุมเล็ก ๆ ของเว็บไซต์สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 9 อุดรธาณีเพียงเท่านั้น นี่คือการละเลยและปกปิดปัญหาของรัฐบาลโดย รองนายกรัฐมนตรี นาย สุชาติ ชมกลิ่นอย่างชัดเจน
.
การแก้ไขปัญหานี้ ถูกละเลยมากว่าหนึ่งปีแล้ว และมาถึงรัฐบาลชุดนี้ก็ยังคงละเลยเหมือนเดิม ไม่มีการแก้ปัญหาที่ต้นตอ ทั้ง ๆ ที่ในการอภิปรายแถลงนโยบาย ผมได้อภิปรายต่อรัฐบาลไปอย่างชัดเจน ว่าต้องใช้เวที LMEC ที่มีไทย-จีน-เมียนมา-ลาว ในการเจรจาแก้ปัญหา ลงรายละเอียดให้ถึงวันที่เวทีเจรจาทั้งระดับอาเซียนและเวทีสิ่งแวดล้อมอาเซียน-จีน ที่รัฐบาลต้องดำเนินการซึ่งเป็นวันที่ 12 ต.ค. และ 21 ต.ค. ตามลำดับ แต่รัฐมนตรี กลับโดดประชุม มอบหมายให้รองปลัดกระทรวงไปแทนทั้งสองเวที เสียโอกาสเจรจากับรัฐมนตรีของประเทศอื่น ๆ ทิ้งโอกาสอย่างไม่สนใจ ทั้ง ๆ ที่ประชาชนชาวไทยกำลังเจอปัญหาอย่างหนัก น้ำประปาหมู่บ้านเป็นพิษ ตรวจปัสสาวะคนก็เจอสารหนูที่เป็นพิษเกินเกณฑ์ ประชาชนต้องกินผลผลิตทางการเกษตรและปลาที่มีสารโลหะหนักปนเปื้อน
.
ต้นตอที่ต่างประเทศไม่ดำเนินการ ในประเทศก็ยังเพิกเฉย มัวแต่ตั้งคณะทำงานขึ้นมาซ้ำซ้อน แต่งบประมาณยังไม่อนุมัติให้หน่วยงาน การดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องนี้ในปัจจุบัน หน่วยงานไม่มีงบประมาณเฉพาะสำหรับภารกิจนี้เลยนะครับ ต้องไปดึงจากงบภารกิจอื่น ๆ มาใช้ ทำให้ปัจจุบัน กรมควบคุมมลพิษจากที่เคยตรวจน้ำกก สาย รวก ได้เดือนละ 2 ครั้ง ตอนนี้เจอน้ำสาละวินไปอีก บุคลากรก็มีเท่าเดิม เงินก็มีเท่าเดิม จะตรวจกันยังไงไหว ก็ต้องปรับลดเหลือตรวจ สองเดือนต่อหนึ่งครั้งแทน
.
ยังไม่ได้พูดถึงการตรวจข้าวนาปี ที่ใช้น้ำกก-สายในการปลูกข้าวกว่าแสนไร่ เก็บเกี่ยวกันไปแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่รู้เลยว่าข้าวที่ใช้น้ำเหล่านั้นมีสารปนเปื้อนหรือไม่ ไม่มีการตรวจข้าว และข้าวก็กำลังออกสู่ตลาดไปให้ประชาชนบริโภคกันต่อไป การหาแหล่งน้ำทดแทนเฉพาะประปาภูมิภาคน้ำกกที่เดียวต้องใช้งบ 2,176 ล้านบาทไปดึงน้ำลาวมาใช้แทน ส่วนน้ำสายวางแผนจะไปดึงน้ำโขงมาใช้แทน แต่น้ำโขงก็ปนเปื้อนอีกเพราะน้ำสายก็ไปลงน้ำโขงอยู่ดี และตอนนี้ปัญหาก็ขยายวงมาถึงภาคอีสานแล้ว
.
การแก้ปัญหานี้ต้องทำสองทางไปพร้อมกัน คือ 1)เจรจาแก้ปัญหาที่ต้นตอระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่ของเหมืองแร่ และ 2)ป้องกันและบรรเทาผลกระทบภายในประเทศให้ได้มากที่สุด โดยการจัดสรรงบกลางในส่วนของการต่างประเทศ การแก้ที่ปัญหาที่ต้นตอ หลังจากที่รัฐบาลเพิกเฉย โดดประชุม เสียโอกาสเอาวาระเข้าเวที ASEAN-China Environmental Cooperation ไปแล้ว
.
ในระยะเร่งด่วนนี้ไทยโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงต่างประเทศ ต้องเร่งเปิดการเจรจาระดับพหุภาคีโดยด่วน โดยให้มี #เมียนมาและลาว ที่ชัดเจนว่าคือประเทศต้นน้ำกก-สาย-สาละวิน-และโขง ที่มีการทำเหมืองที่ต้นน้ำในทั้งสองประเทศ #รวมถึงจีน ที่มีข้อมูลสากลเผยแพร่ชัดเจนว่า ครองตลาดแร่โดยเฉพาะแรร์เอิร์ธมากกว่า 80% ของทั้งโลก และข้อมูลศุลกากรไทย ที่ระบุถึงการที่ไทยนำเข้าแร่สำคัญหลายชนิดจากเมียนมา แล้วส่งออกไปยังประเทศจีนด้วย โดยการเจรจาครั้งนี้ ไทยต้องเป็นผู้นำประชุม ทั้งด้านข้อมูล ข้อเสนอ Action plan โดยศึกษากฎหมายของทั้งสามประเทศให้ละอียด ว่าเราสามารถดึงกฎหมายอะไรของแต่ละประเทศออกมาใช้แก้ปัญหามลพิษที่แหล่งกำเนิดในประเทศนั้น ๆ ไม่ให้เกิดมลพิษข้ามแดนมากระทบกับคนไทย
.
ในส่วนของในประเทศ อย่างแรกก่อนคือ ยอมรับ ปัญหาเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจนสู่สาธารณะ ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงปัญหา โดยไม่ตระหนกเพราะการที่ไม่รู้ข้อมูลจากภาครัฐ จัดสรรงบประมาณและบุคลากรให้เพียงพอในแต่ละพื้นที่เสี่ยง ทุกการตรวจอย่างเป็นทางการโดยรัฐ สามารถใช้จัดการปัญหาเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนได้ และยังเป็นเครื่องมือในเจรจาแก้ปัญหาได้ จัดสรรงบประมาณกระจายจุดตรวจ โดยตั้งศูนย์ตรวจต่าง ๆ ที่ศูนย์กลางของปัญหา บูรณาการข้อมูลทุกหน่วยงานอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาในแต่ละจุด ไม่ให้ประชาชนของเราต้องสะสมสารพิษเข้าร่างกายจากน้ำหรือพืชผลที่มาจากน้ำเหล่านี้กับปัญหานี้
.
ในวันนี้เรายังอาจจะไม่เห็นผลกระทบกับสุขภาพที่ชัดเจน แต่สารพิษเหล่านี้คือภัยเงียบที่จะสะสมแล้วเกิดปัญหาใหญ่ในอนาคตแน่นอน รัฐบาลต้องหยุดวิ่งหนีปัญหา เร่งจัดการปัญหาที่ต้นตอ เพื่อปกป้องชีวิตของประชาชนคนไทย จากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน ที่ตอนนี้ประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์ใด ๆ เลย แต่ประชาชนคนไทยกลับรับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยที่รัฐบาลไม่ทำอะไรเลย"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง