Open World เปิดโลกรายวัน : สรุปข่าวรอบโลกประจำวันที่ 19 พ.ย.68
1.กัมพูชาถอนบัตรนักข่าว เซ่นโพสต์คลิป ตร. ลวนลามผู้ต้องหา
กระทรวงสารสนเทศของกัมพูชา สั่งเพิกถอนบัตรประจำตัวนักข่าวของ นายข่าน สารธ โดยให้เหตุผลว่านักข่าวคนดังกล่าวมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรง ลวนลามและใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมกับผู้ต้องหาสาวเวียดนาม
จากเหตุการณ์เมื่อช่วงค่ำวานนี้ (18 พ.ย. 68) ที่ผ่านมา ขณะที่ตำรวจกัมพูชาเข้าจับกุมนักโทษชาวต่างชาติ 6 คน ที่หลบออกมาจากศาลจังหวัดสวายเรียง ประเทศกัมพูชา ซึ่งนักข่าวคนดังกล่าวได้โพสต์รูปภาพผู้ต้องหาสาวเวียดนามถูกคุมคามลวนลาม ซึ่งเธอถูกจับในคดีช่วยนักโทษทั้ง 6 คน หลบหนีระหว่างถูกควบคุมตัวไปขึ้นศาลจังหวัดสวายเรียง โดยนำอาวุธปืนไปให้นักโทษใช้ยิงเปิดทางหลบหนี
ทางกระทรวงสารสนเทศของกัมพูชา อ้างว่า ผู้ที่คุกคามและลวนลามผู้ต้องหาสาวเวียดนาม “ไม่ใช่” ตำรวจกัมพูชา แต่เป็น นายข่าน สารธ นักข่าวคนดังกล่าวต่างหากที่ลวนลามผู้ต้องหาสาว โดยใช้ภาษาที่คุกคามและจับแก้มผู้ต้องหาสาว ซึ่งการกระทำนี้ขัดต่อหลักจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งห้ามไม่ให้นักข่าวใช้ถ้อยคำหรือล่วงละเมิดทางร่างกายผู้หญิง
2.“ทรัมป์” ฉุนผู้สื่อข่าวหญิง ถามจี้ใจดำ
ในช่วงการแถลงข่าวถึงการเสด็จเยือนสหรัฐฯ ของเจ้าชาย โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบีย ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ปะทะคารมกับ แมรี บรูซ ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว ABC เริ่มจากความไม่พอใจที่เธอสอบถาม เจ้าชายซัลมานถึงเรื่องที่ พระองค์ถูกกล่าวหาว่า อยู่เบื้องหลังการสังหาร จามาล คาชอกกี ผู้สื่อข่าวชาวซาอุดีอาระเบียในสถานทูตที่ตุรกีเมื่อปี 2561 ทำให้ ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่พอใจถึงกับถามว่าเธอเป็นผู้สื่อข่าวจากสำนักใด เมื่อทราบว่ามาจาก ABC ก็กล่าวหาว่า ชอบลงข่าวปลอมและเป็นหนึ่งในสำนักข่าวที่แย่ที่สุด
จากนั้นผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวก็ถามจี้ใจดำประธานาธิบดีทรัมป์ เรื่องการเปิดเผยเอกสารเกี่ยวกับคดีของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดและจัดหาหญิงเพื่อการค้าประเวณี ซึ่งเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นหนึ่งในลูกค้าที่ใช้บริการของเอปสตีนด้วย ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ถึงกับทนไม่ไหว ระเบิดอารมณ์ตอบโต้ เริ่มจากการด่าเธอว่า มีทัศนคติที่ไม่ดี และเป็นผู้สื่อข่าวที่แย่มาก ก่อนชี้แจงว่า ตนเองไม่เกี่ยวข้องกับเอปสตีนนานแล้ว เพราะสงสัยว่า เอปสตีน เป็นโรคจิต พร้อมตอบโต้ว่าทีอดีตประธานาธิบดี บิลล์ คลินตัน จากพรรคเดโมแครต กลับไม่สนใจจะถาม ไม่มีความเป็นกลาง สำนักข่าว ABC จึงสมควรถูกริบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน
3.สหรัฐฯ ขายระบบขีปนาวุธป้องกันภัยให้ไต้หวัน
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันถึงเรื่องการขายระบบขีปนาวุธขั้นสูงมูลค่าเกือบ 700 ล้านเหรียญสหรัฐหรือเกือบ 23,000 ล้านบาทให้แก่ไต้หวัน ซึ่งระบบขีปนาวุธดังกล่าวคือ ระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ "นาแซม" หรือ "NASAMS" ซึ่งเป็นระบบขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศ (Surface-to-Air Missile) ที่ยิงจากพื้นดินหรือพื้นทะเลเพื่อทำลายอากาศยานหรือขีปนาวุธอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นอาวุธต่อต้านอากาศยานสมัยใหม่ ที่ผ่านการทดสอบการรบในสมรภูมิยูเครนมาแล้ว นับเป็นการขายอาวุธให้กับไต้หวันชุดที่ 2 ในรอบสัปดาห์ และถือเป็นการยืนยันการสนับสนุนไต้หวันอีกครั้ง โดยคาดว่าการติดตั้งระบบจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2574
ทั้งนี้ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกในขณะนี้ มีเพียงออสเตรเลียและอินโดนีเซียเท่านั้น ที่มีระบบขีปนาวุธดังกล่าวไว้ใช้งาน
4.เพลิงไหม้ใหญ่ในญี่ปุ่น บ้านเรือนวอดกว่า 170 หลัง
เกิดเหตุเพลิงไหม้ในย่านที่พักอาศัย ในเมืองโออิตะ จังหวัดโออิตะ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น ช่วงเย็นวานนี้ตามเวลาท้องถิ่น เพลิงเผาผลาญบ้านเรือนกว่า 170 หลัง ต้องอพยพประชาชนเกือบ 200 คนออกจากพื้นที่ ผู้ประสบภัยหลายคนยอมรับว่า ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุเพลิงไหม้ใหญ่รวดเร็วขนาดนี้ จึงได้แค่ใบขับขี่และโทรสัพท์มือถือติดตัวออกมา มีรายงานด้วยว่าบ้านเรือนราว 350 หลังในพื้นที่บางส่วนของเมืองโออิตะ ประสบปัญหาไฟฟ้าดับ
สาเหตุที่ทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว และยากต่อการคสบคุมให้อยู่ในวงจำกัด เป็นเพราะสภาพลมแรงจัด เพลิงเริ่มจากพื้นที่บริเวณท่าเรือตกปลา ไปยังบริเวณชุมชนที่พักอาศัยในเขตซางาโนะเซกิ (Saganoseki) และพื้นที่ป่าเชิงเขาใกล้เคียงกัน มีรายงานผู้สูญหายแล้ว 1 คน เป็นชายอายุประมาณ 70 ปี ส่วนสาเหตุเพลิงไหม้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน
5.การท่องเที่ยวญี่ปุ่นกระทบหนัก หลัง นทท.จีน ลดฮวบ
บริษัทด้านการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นเริ่มได้รับผลกระทบ จากความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นที่ทวีความตึงเครียด จากกรณีนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวพาดพิงไต้หวันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จนทำให้รัฐบาลจีนแนะพลเรือนงดเดินทางไปท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ส่งผลให้ยอดจองแพ็กเกจทัวร์ของนักท่องเที่ยวจีนในญี่ปุ่นถูกยกเลิกเป็นจำนวนมาก บางบริษัทถูกยกเลิกจองถึง 80 %
โดยเฉพาะบริษัทที่เน้นด้านการนำเที่ยวประเภทหมู่คณะ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก บางรายยกเลิกในวันกำหนดเดินทาง ทำให้บริษัทนำเที่ยวได้รับเสียหาย เนื่องจากทั้ง โรงแรม ร้านอาหาร ยานพาหนะเดินทาง และไกด์นำเที่ยว จำเป็นต้องจองล่วงหน้า ทั้งนี้นักท่องเที่ยวจีนมีสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนญี่ปุ่นทั้งหมด ((หากสถานการณ์ตึงเครียดยังคงดำเนินต่อไป หลายบริษัทนำเที่ยวอาจถึงกับต้องปิดตัวเพราะขาดทุน))
นอกจากนี้ สายการบินจีนมากกว่า 10 บริษัท เสนอคืนเงินสำหรับเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังญี่ปุ่นจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ขณะที่สายการบิน เสฉวน แอร์ไลน์ส (Sichuan Airlines) ได้ยกเลิกแผนเส้นทางเฉิงตู-ซัปโปโร จนถึงอย่างน้อยเดือนมีนาคม