ชาวเมียนมาแห่แสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ของเฟซบุ๊กสถานทูตสหรัฐฯ ประจำเมียนมา เรียกร้องให้สหรัฐฯ บุกควบคุมตัว พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เหมือนที่บุกจับกุม “นิโกลัส มาดูโร” ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา
วันนี้ (7 ม.ค. 69) สำนักข่าวอิรวดี (The Irrawaddy) รายงานว่า จากกรณีที่เฟซบุ๊กของสถานทูตสหรัฐฯ ประจำเมียนมา ได้โพสต์แถลงการณ์เนื่องในวันประกาศอิสรภาพของประเทศเมียนมา เมื่อวันอาทิตย์ (4 ม.ค. 69) ที่ผ่านมา ซึ่งแถลงการณ์ดังกล่าวออกโดย “มาร์โค รูบิโอ” รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ โดยย้ำถึงความกังวลอย่างยิ่งต่อความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นในเมียนมา และยืนยันว่าสหรัฐฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนประชาชนชาวเมียนมา นอกจากนี้ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลทหารเมียนมายุติความรุนแรง ให้การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อประชาชน ปล่อยตัวนักโทษที่ถูกคุมขังอย่างไม่เป็นธรรม และร่วมเจรจาอย่างสันติเพื่อยุติวิกฤตในเมียนมาอย่างยั่งยืน
หลังจากสถานทูตสหรัฐฯ ประจำเมียนมา ได้โพสต์แถลงการณ์ดังกล่าวไปไม่กี่ชั่วโมง ก็มีชาวเน็ตเมียนมาแห่มาแสดงความคิดเห็นกว่า 4,700 ข้อความ โดยประมาณ 90% เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ควบคุมตัว พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา แบบเดียวกับ “นิโกลัส มาดูโร” ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ที่ถูกสหรัฐฯ บุกจับกุมคาที่พัก และถูกนำตัวไปขึ้นศาลที่สหรัฐฯ ซึ่ง “มิน อ่อง หล่าย” เป็นผู้ก่อรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2564 จากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้ประเทศเมียนมา ตกอยู่ในสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน
โดยชาวเน็ตเมียนมาบางคนแสดงความคิดเห็นว่า “ประชาชนชาวเมียนมาขอขอบคุณสหรัฐอเมริกาอย่างจริงใจเช่นเคย” ขณะที่บางคนแสดงความคิดเห็นว่า “เมียนมาจะเป็นอิสระและมีเสรีภาพได้ก็ต่อเมื่อได้รับการปลดปล่อยจากเผด็จการทหารเท่านั้น และเสริมว่าวันประกาศอิสรภาพนั้นทิ้งรสชาติขมขื่นไว้ เนื่องจากความรุนแรงที่ยังคงดำเนินอยู่”
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่า กระแสเรียกร้องดังกล่าวสะท้อนความคับแค้นใจอย่างลึกซึ้งของชาวเมียนมา ซึ่งสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นหนึ่งในช่องทางสุดท้ายในการร้องขอความคุ้มครองจากนานาชาติ แม้การแทรกแซงโดยตรงจากสหรัฐฯ นั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมายระหว่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่นักวิเคราะห์บางคนชี้ให้เห็นว่า แถลงการณ์ของสหรัฐฯ ที่ให้ยุติวิกฤตในเมียนมานั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงและเจริญรุ่งเรือง ในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก