สวนดุสิตโพล เท้ง-ปชน. ขึ้นนำ คนรุ่นใหม่เทคะแนนให้พรรค-ผู้นำสายใหม่ ขณะที่คนรุ่นใหญ่ยังยึดพรรคการเมืองดั้งเดิมเป็นหลัก ผลโพลชี้ ปชช.ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจและปากท้อง มากกว่ากระแส-วาทกรรมทางการเมืองที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิต
วันนี้ (11 ม.ค.69) “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 2,682 คน เรื่อง “คนไทยกับการเลือกตั้งปี 2569” พบว่าถ้ามีการเลือกตั้ง ประชาชนจะเลือกพรรคประชาชน ร้อยละ 34.23 รองลงมา คือ พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 16.22 และพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 16.03
ส่วนการเลือก สส.เขต ผลโพลอันดับ 1 เลือกสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 33.56 รองลงมา คือ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 18.46 และพรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 16.29
สำหรับ บุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน ร้อยละ 31.99 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 17.45 และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 15.14
โดยปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้ง คือ นโยบายที่แก้เศรษฐกิจและปากท้อง ร้อยละ 52.35 รองลงมา คือ ผลงานจริงที่ผ่านมา ร้อยละ 45.64 อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา สิ่งที่อยากบอกกับทหารไทย คือ ขอสดุดี ยกย่องทหารไทยที่เสียสละทุ่มเท ร้อยละ 37.15 รองลงมาคือ เป็นกำลังใจให้ทหารไทยที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย ร้อยละ 31.16
นางสาวพรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ภาพการเมืองไทยสะท้อนการแบ่งฐานเสียงตามช่วงวัยชัดมากขึ้น คนรุ่นใหม่เทคะแนนให้พรรคและผู้นำสายใหม่ ขณะที่คนรุ่นใหญ่ยังยึดพรรคการเมืองดั้งเดิมเป็นหลัก ทั้งนี้ ประชาชนให้ความสำคัญกับ “เศรษฐกิจและปากท้อง” มากกว่ากระแสหรือวาทกรรมทางการเมืองที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริง โดยคำถามสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ใช่ใครพูดเก่งที่สุด แต่คือใครที่จะเข้ามาแก้ปัญหาได้จริง
ด้าน ผศ.อานุภาพ รักษ์สุวรรณ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและนวัตกรรม โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ผลโพลสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองไทยที่มีความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างเด่นชัดสรุปวิเคราะห์ผลโพล : คนไทยกับการเลือกตั้ง ปี 2569 โดยพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ยังครองสถานะนำในกระแสความนิยมสูงสุดทั้งในระบบบัญชีรายชื่อ (ร้อยละ 34.23) และระบบแบ่งเขต (ร้อยละ 33.56) ซึ่งบ่งชี้ถึงเสถียรภาพของฐานเสียงและอุดมการณ์พรรค ที่ยังคงความเข้มแข็งเหนือคู่แข่งแต่หากพิจารณาการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองในฝั่งอนุรักษ์นิยม โดยเฉพาะระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย จะเห็นว่าพรรคภูมิใจไทยสามารถสร้างคะแนนนิยมในระบบบัญชีรายชื่อได้เหนือกว่าพรรคเพื่อไทยเล็กน้อย แต่พรรคเพื่อไทยก็ยังคงรักษารากฐานความได้เปรียบในระบบแบ่งเขตเลือกตั้งไว้ได้
นอกจากนี้ปัจจัยชี้ขาดทางพฤติกรรมศาสตร์ในการเลือกตั้งยังคงยึดโยงกับ “สัมฤทธิผลเชิงนโยบาย” (Policy Efficacy) เป็นสำคัญโดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของประชาชนสูงถึงร้อยละ 52.35
ในขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ที่แม้ประชาชนจะแสดงออกถึงการสนับสนุนกองทัพแต่ประเด็นดังกล่าวอาจจะมิใช่ตัวแปรหลักที่จะเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งได้เท่ากับการที่รัฐบาลมีผลงานเชิงประจ