วันนี้ (13 ม.ค 69) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สถานทูตเสมือนจริงของสหรัฐฯ ประจำอิหร่านอัปเดตคำเตือนการเดินทางเมื่อวันจันทร์ (12 ม.ค. 68) ที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้พลเมืองสหรัฐฯ เดินทางออกจากอิหร่านทันที ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในอิหร่าน
โดยแถลงการณ์จากสถานทูตเสมือนจริงของสหรัฐฯ ระบุว่าพลเมืองสหรัฐฯ ควรเตรียมรับมือกับสัญญาณอินเทอร์เน็ตขัดข้องที่อาจเกิดขึ้นต่อเนื่อง วางแผนจัดเตรียมช่องทางการสื่อสารทางเลือกอื่น และควรพิจารณาเดินทางออกจากอิหร่านทางบกไปยังประเทศอาร์เมเนียหรือตุรกี (ทูร์เคีย) หากเล็งเห็นว่าสามารถออกไปได้อย่างปลอดภัย
แถลงการณ์เผยว่าผู้ถือสองสัญชาติสหรัฐฯ-อิหร่านต้องเดินทางออกจากอิหร่านโดยใช้หนังสือเดินทางอิหร่าน เนื่องจากรัฐบาลอิหร่านไม่ยอมรับการถือสองสัญชาติ พร้อมเตือนว่าพลเมืองสหรัฐฯ มีความเสี่ยงสูงมากที่จะถูกสอบสวน จับกุม และควบคุมตัวในอิหร่าน
ขณะที่หลายสายการบินยังคงจำกัดหรือยกเลิกเที่ยวบินขาไปและกลับจากอิหร่าน โดยหลายแห่งประกาศระงับบริการไปจนถึงวันศุกร์นี้ (16 ม.ค. 68)
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กำหนดให้อิหร่านเป็นจุดหมายที่อยู่ภายใต้คำเตือนการเดินทางระดับ 4 "ห้ามเดินทาง" (Do Not Travel) มาเป็นเวลานานแล้ว โดยเตือนว่าพลเมืองสหรัฐฯ ไม่ควรเดินทางไปอิหร่านไม่ว่าด้วยเหตุผลใด และผู้ที่พำนักอยู่ในอิหร่านควรเดินทางออกจากอิหร่านทันที เนื่องจากมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงร้ายแรง
ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่าสหรัฐฯ ยังคงยึดแนวทางการทูตเป็นทางเลือกหลักในการรับมือกับอิหร่าน ทว่าคณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้มาตรการทางทหาร หากเห็นว่ามีความจำเป็น พร้อมชี้ว่ามีเพียงประธานาธิบดีทรัมป์เท่านั้นที่รู้ว่าเขาจะตัดสินใจทำสิ่งใดต่อไป ดังนั้นนานาประเทศจะยังคงต้องเฝ้าติดตามและคาดการณ์กันต่อไป และเราจะปล่อยให้เขาเป็นผู้ตัดสินใจ
โดยทรัมป์กล่าวว่ารัฐบาลของเขากำลังพิจารณา "ทางเลือกที่แข็งกร้าวอย่างยิ่ง" ต่ออิหร่าน รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้ปฏิบัติการทางทหาร โดยชี้ว่าอิหร่านกำลังเริ่มก้าวข้ามเส้นแดงของสหรัฐฯ
อนึ่ง สหรัฐฯ ไม่มีสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลอยู่ในอิหร่าน โดยสถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ ณ กรุงเตหะราน ทำหน้าที่เป็นประเทศผู้คุ้มครองผลประโยชน์ของสหรัฐฯ แทน ทว่าอยู่ภายใต้ขอบเขตที่จำกัด
การประท้วงได้ปะทุขึ้นในหลายเมืองของอิหร่านตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เนื่องจากความไม่พอใจต่อกรณีค่าเงินเรียลตกต่ำอย่างหนัก รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจเรื้อรังที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยรายงานระบุว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุความไม่สงบ ซึ่งรวมทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ความมั่นคงและพลเรือน มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง