ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุประท้วงรุนแรงในประเทศอิหร่าน พุ่งขึ้นสูงกว่า 2,000 คน ขณะที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ขอให้ชาวอิหร่านเดินหน้าประท้วงต่อไป พร้อมประกาศกร้าว “ความช่วยเหลือกำลังไป”
วันนี้ (14 ม.ค. 69) สื่อของรัฐบาลอิหร่านเผยภาพเหตุประท้วงรุนแรงในอิหร่าน ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 9-10 มกราคมที่ผ่านมา เผยให้เห็นซากความเสียหายจากการประท้วงในหลายเมืองทั่วประเทศ โดยมีทั้งอาคารที่ถูกเผาทำลาย, รถยนต์ที่ถูกเผา รวมทั้งธนาคารที่ได้รับความเสียหาย ส่วนที่กรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน ทางเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ซึ่งอยู่ในรายงานข่าวระบุว่ามียานพาหนะ รวมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลถูกเพลิงไหม้ประมาณ 50 คัน
ทางการอิหร่านเปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 2,000 คน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ทางการอิหร่านรายงานยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุประท้วงทั่วประเทศที่ยาวนานกว่า 2 สัปดาห์ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวนั้นสอดคล้องกับรายงานของ HRANA กลุ่มสิทธิมนุษยชนที่มีฐานอยู่ในสหรัฐฯ ซึ่งรายงานว่า ในช่วง 17 วันที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากการประท้วงในอิหร่านแล้ว 2,003 คน เป็นผู้ประท้วง 1,850 คน เจ้าหน้าที่รัฐบาล 135 นาย และพลเรือนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง 9 คน รวมทั้งเด็กอีก 9 คน และมีผู้ถูกควบคุมตัวอีก 16,784 คน
นอกจากนี้ รัฐบาลอิหร่านออกแถลงการณ์กล่าวหาว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมกันปลุกปั่นการประท้วงครั้งนี้ พร้อมเรียกว่า "การกระทำของผู้ก่อการร้าย"
ขณะที่เมื่อวานนี้ (13 ม.ค. 69) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เรียกร้องให้ชาวอิหร่านเดินหน้าประท้วงต่อไป และจดจำชื่อของผู้ที่กระทำผิดต่อพวกเขา พร้อมระบุว่า "ความช่วยเหลือกำลังไป" แต่ผู้นำสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่า "ความช่วยเหลือ" ที่กล่าวถึงนั้นหมายถึงอะไร แต่ก่อนหน้านี้ “ทรัมป์” เคยขู่ใช้กำลังทางทหารเข้าแทรกแซง นอกจากนี้ ยังเอาสโลแกนที่มักพูดมาใช้ด้วย โดยระบุว่าจะทำอิหร่านให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง (Make Iran Great Again)
นอกจากนี้ “ทรัมป์” ยังระบุถึงเรื่องการเจรจากับทางการอิหร่านว่า ได้ยกเลิกการประชุมทั้งหมดกับเจ้าหน้าที่อิหร่าน จนกว่า "การฆ่าที่ไร้เหตุผล" ต่อผู้ประท้วงจะยุติ
ก่อนหน้านี้เมื่อวันจันทร์ (12 ม.ค. 69) ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเปิดเผยว่า ช่องทางการสื่อสารระหว่างเตหะรานและวอชิงตันยังคงเปิดอยู่ ผ่านทางทูตพิเศษของสหรัฐฯ หรือผ่านตัวกลาง อาทิ สวิตเซอร์แลนด์
ด้านรัสเซียออกมาประณาม การแทรกแซงจากภายนอกที่บ่อนทำลาย ในการเมืองภายในของอิหร่าน โดยกล่าวว่าหากมีการโจมตีซ้ำรอยแบบเดียวกับที่สหรัฐฯ เคยทำเมื่อปีที่แล้ว จะส่งผล "ร้ายแรง" ต่อภูมิภาคตะวันออกกลางและความมั่นคงระหว่างประเทศ