ญาติทยอยรับ 13 ศพแรก ประกอบพิธีทางศาสนา

View icon 9
วันที่ 16 ม.ค. 2569 | 07.02 น.
สนามข่าว 7 สี
แชร์
สนามข่าว 7 สี - เข้าสู่วันที่ 2 ของอุบัติเหตุเครนหล่นใส่รถไฟที่กำลังแล่นผ่านในจังหวัดนครราชสีมา ตอนนี้สรุปได้แล้วว่า มีผู้เสียชีวิตรวม 32 คน คนสูญหายไม่มีแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการรับศพไปประกอบพิธีทางศาสนา ที่เพิ่งผ่านไปได้ไม่เท่าไร

ญาติทยอยรับ 13 ศพแรก ประกอบพิธีทางศาสนา จ.นครราชสีมา  
ญาติของผู้เสียชีวิตมาขอรับศพกันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 07.00 น. ซึ่งทางโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้จัดเตรียมสถานที่ไว้ให้ญาติของผู้เสียชีวิต ได้มาพักคอยระหว่างรอการชันสูตรศพ เพื่อรับกลับไปประกอบพิธีทางศาสนา แต่ผ่านไปครึ่งค่อนวัน การดำเนินการก็เริ่มสะดุดติดขัด

เพราะญาติแบ่งคนพากันไปโรงพัก เพื่อแจ้งความก่อน จากนั้นถึงจะเดินทางไปทำเอกสาร ออกใบมรณะบัตร เรียกได้ว่าต้องเดินทางข้ามสถานที่กันไปมาก

สุดท้าย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องประชุมกัน ก่อนได้ข้อสรุปจะตั้งศูนย์ One Stop Service ที่มีทั้งแพทย์ ตำรวจ สำนักทะเบียน และประกัน ให้บริการในจุดเดียว

สอบถาม นายประวิทย์ เดินทางมารับศพภรรยาคือ นางสาวอลิชา ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เพื่อไปประกอบพิธีทางศาสนา ที่จังหวัดศรีสะเกษ บอกว่า ตนเองเพิ่งจะเสียแม่ไป มาตอนนี้ต้องมาเสียแฟนสาวกับพี่สะใภ้ไปอีก 2 คน ตอนแรกที่ทราบข่าว ตนเองภาวนาให้มีปาฏิหาริย์ แต่สุดท้ายก็ไม่มี

ส่วนภรรยากับพี่สะใภ้ ทั้งคู่เดินทางจากกรุงเทพฯ จะมาร่วมงานศพแม่ของตนที่จังหวัดศรีสะเกษ

ส่วนการเคลื่อนย้ายศพจากโรงพยาบาล เมื่อวานนี้กว่าจะได้เคลื่อนย้ายศพแรก จากทั้งหมด 13 ศพ ออกจากโรงพยาบาล เวลาล่วงไปเกือบ 17.30 น.

โดยร่างแรกที่ออกมาคือ นายปฏิพันธ์ ยิ้มสมบูรณ์ เจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉิน สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ โดยมีเพื่อนร่วมทีมกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู ไปรับร่างกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดไผ่เหลือง จังหวัดนนทบุรี

เพื่อนกู้ภัยอาลัย เจ้าหน้าที่การแพทย์ฉุกเฉิน จ.นนทบุรี 
จากนั้น เวลา 20.00 น. คืนที่ผ่านมา เพื่อนพ้องน้องพี่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู เคลื่อนย้ายร่างนายปฏิพันธ์ถึงวัดไผ่เหลือง เพื่อประกอบพิธีทางศาสนา และคืนที่ผ่านมา เป็นการสวดอภิธรรมคืนแรก บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้าของเพื่อนร่วมงาน และเพื่อนอาสาสมัครกู้ภัย

นายทวัชชัย ตันติ์เปล่ง อายุ 79 ปี ลุงของผู้เสียชีวิต บอกว่า หลานชายอาศัยอยู่กับแม่ ต่อมาแม่ของหลานเสียชีวิต ส่วนพ่อหลานชายไม่รู้อยู่ไหน ตอนนี้ยังไม่เชื่อเลยว่าเป็นเรื่องจริง ส่วนสาเหตุที่หลานชายเดินทางไปโคราช ตนเองเองไม่ทราบเหตุผลว่าเพราะอะไร

ส่วนบ้านโนนชมภู ตำบลคูบ อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นบ้านของผู้เสียชีวิต ชื่อ นายสงวน สิงห์ซอม อายุ 61 ปี กับ นางจำปี สิงห์ซอม อายุ 61 ปี สามี-ภรรยา ทั้งสองคนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะเดินทางมากับขบวนรถไฟด่วนพิเศษที่ 21 จากกรุงเทพฯ กลับบ้านเกิด จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมหลานสาวอายุ 1 ขวบเศษ ซึ่งหลานสาวบาดเจ็บสาหัส ยังรักษาอาการอยู่ที่โรงพยาบาล

นายประยงค์ ญาติผู้เสียชีวิต บอกว่า นายสงวนกับนางจำปี จะพาหลานสาวป่วยเป็นมะเร็ง เดินทางไปพบแพทย์ตามนัดที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เป็นประจำ และวันเกิดเหตุกำลังเดินทางกลับบ้าน แต่เสียชีวิตระหว่างทาง

แม่ทำใจไม่ได้ สูญเสียลูกสาวกับลูกเขย จ.ศรีสะเกษ 
นอกจากนี้ที่จังหวัดศรีสะเกษ ยังมีอีกหนึ่งครอบครัวต้องสูญเสียสมาชิกในบ้านคือ นางลำยอง อายุ 60 ปี เธอต้องสูญเสียลูกสาวชื่อ นางสาวสุรัฐฎิยากรณ์ อายุ 35 ปี กับลูกเขยชาวเกาหลีชื่อ คิม ยองโฮ อายุ 37 ปี อย่างกะทันหัน

แม่เล่าว่า ลูกสาวตนทำงานที่เกาหลี ก่อนคบหาดูใจกับแฟนหนุ่มได้ 10 ปี และวันเกิดเหตุกำลังพานั่งรถไฟกลับบ้านเกิดมาจดทะเบียนสมรสที่อำเภอวังหิน แต่มาเกิดเหตุเสียชีวิตเสียก่อน

ตนเองเสียใจมาก ลูกสาวกับลูกเขยเป็นคนดีขยันทำงาน เพื่อสร้างครอบครัวด้วยกัน อยากให้หน่วยงานที่เกิดขึ้นรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น

พ่อ-แม่ใจสลาย สูญเสียลูกชายพร้อมกัน 2 คน จ.ยะลา 
ที่ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมืองยะลา เพื่อนบ้านต่างแวะเวียนมาให้กำลังใจ นายอับดุลรอนิง อายุ 65 ปี กับ นางสาอะห์ เตะ อายุ 55 ปี สามี-ภรรยา หลังเพื่อนทราบข่าวร้ายว่า ทั้ง 2 คน ต้องสูญเสียลูกชายพร้อมกันถึงสองคน คือ นายอักมาน อายุ 33 ปี และ นายซูไฮมิน อายุ 31 ปี 

พ่อผู้เสียชีวิตเล่าด้วยเสียงสั่นเครือว่า ลูกชายทั้งสองทำงานขี่ไรเดอร์อยู่กรุงเทพฯ ก่อนเกิดเหตุลูกชายทั้งสองตั้งใจเดินทางไปเชียร์ฟุตบอลบอล ทีมปัตตานีเอฟซีที่จังหวัดบุรีรัมย์ ตอนแรกลูกโทรบอกว่า จะนั่งรถทัวร์ แต่เปลี่ยนใจมานั่งรถไฟแทน เพราะคิดว่ารถไฟปลอดภัยที่สุดแล้ว

ด้าน นายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้ลงพื้นที่ให้กำลังใจครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประสานงานเรื่องสิทธิประโยชน์และการเยียวยาอย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น

ครอบครัวรอรับศพแฟนบอลปัตตานี จ.ปัตตานี 
ส่วนอีกครอบครัว ที่อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ต้องสูญเสียลูกชาย 2 คน ชื่อ นายนุรดิน อายุ 33 ปี กับ นายสาการียา อายุ 28 ปี ซึ่งเป็นแฟนบอลปัตตานีเอฟซีเช่นกัน ที่กำลังเดินทางไปยังจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อชมการแข่งขันฟุตบอล

โดยครอบครัวและญาติผู้เสียชีวิต กำลังช่วยกันเตรียมจัดสถานที่เพื่อรอรับศพ

ครอบครัวผู้เสียชีวิต ยังคงเสียใจและรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอยากให้ผู้รับผิดชอบเข้ามาช่วยเหลือเยียวยา ความสูญเสียครั้งนี้ เพราะลูกเป็นการเสียเสาหลักของครอบครัว

กระทรวงยุติธรรม เยียวยาผู้เสียชีวิต คนละ 2 แสนบาท
ขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ไปให้กำลังใจญาติของผู้เสียชีวิต พร้อมกับติดตามการเยียวยาช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิตในด้านต่าง ๆ โดยในส่วนของกระทรวงยุติธรรม จะเยียวยาผู้เสียชีวิต รายละ 200,000 บาท บาดเจ็บ รายละ 50,000 บาท

ส่วนบางรายหากรักษาต่อเนื่องยาวนานอาจได้รับการเยียวยา รายละ 200,000 บาท เช่นกัน แต่ต้องดูตามความเป็นจริง และเงินเยียวยานี้ก็เป็นคนละส่วน กับหน่วยงานตรงที่ต้องรับผิดชอบ

ส่วนของการตรวจสอบเรื่องการก่อสร้าง และการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า จะคล้ายกับเหตุการณ์ที่อาคาร สตง.ถล่มเมื่อปีที่แล้ว หรือไม่ เรื่องนี้ยังไม่ได้ให้ DSI เข้ามาดู เพราะต้องขอดูผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นจากตำรวจก่อน

สำหรับเรื่องการดำเนินคดี สอบถาม ผู้บังคับการตำรวจภูธรนครราชสีมา บอกว่า ได้ระดมพนักงานสอบสวนเกือบ 40 นาย จากหลายโรงพัก มาช่วยสอบปากคำไปแล้ว 70 ปาก ได้เรียกสอบ วิศวกรผู้ควบคุมการทำงาน วิศวกรผู้ควบคุมเครื่องจักร และผู้ควบคุมการเดินรถ

ซึ่งทั้ง 3 คน ก็ให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี และยืนยันว่าผู้สูญหายทั้ง 3 คน พบตัวแล้วอาการปลอดภัยดี อยู่ในการดูแลของแพทย์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง