“สุรเดช” ลั่นรัฐบาลต้องใช้ยาแรงบริษัทสัมปทาน จับติดคุกไม่รอลงอาญา พร้อมขึ้นแบล็กลิตส์ หมดสิทธิประมูลงานรัฐ ทั้งนี้รัฐบาลเอง ก็ต้องร่วมรับผิดชอบ
วันนี้ (16 ม.ค.69)นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ ให้สัมภาษณ์ถึงอุบัติเหตุจากโครงการก่อสร้างทางรถไฟฟ้าความเร็วสูง ที่เกิดเครนถล่มที่ จ.นครราชสีมา และเหตุการณ์สะพานยกระดับบนถนนพระราม 2 ถล่ม จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทั้ง 2 เหตุการณ์ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและนักท่องเที่ยวเพราะเกิดความระแวงและกังวล หากจะเดินทางไปในพื้นที่เหล่านี้ ซึ่งเกิดปัญหาซ้ำซากมาตลอด แต่ก็ยังไม่มีการแก้ไข
นายสุรเดช กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าในกรุงเทพมหานครมีการก่อสร้างค่อนข้างมากทั้งรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดินหรือการซ่อมแซมถนน สะพาน สิ่งเหล่านี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าประชาชนเกิดความกังวล และระแวงว่าวันหนึ่งปัญหาอุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นกับเขา และยิ่งข่าวโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ถือเป็นข่าวใหญ่ ซึ่งกระจายไปทั่วโลก แล้วนักท่องเที่ยวที่ไหนจะกล้าเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ทางรัฐบาลควรต้องมีมาตรการที่เด็ดขาดต้องใช้ยาแรงที่สุด ด้วยการดำเนินคดีอาญากับบริษัทที่รับผิดชอบโครงการนี้
“รัฐบาลต้องดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด ลงโทษหนักสุดด้วยการนำคนที่มีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่นี้เข้าห้องขังและต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น แม้ว่าตัวเองจะต้องขายทรัพย์สินเพื่อนำมาชดใช้ก็ต้องยอม รวมถึงบริษัทรับเหมาที่มารับช่วงต่อก็ต้องรับผิดชอบด้วย นอกจากนี้จะต้องแบล็คลิสต์บริษัทนี้ด้วย ไม่ควรเปิดโอกาส ให้บริษัทนี้เข้ามาประมูลงานของหน่วยงานภาครัฐ และมาสร้างความสูญเสียให้กับชีวิตประชาชนและทรัพย์สินของรัฐบาลได้อีก”
สำหรับรัฐบาลเองก็ต้องร่วมรับผิดชอบกับเหตุการณ์นี้ด้วย เพราะที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์หลายครั้งแต่ดูเหมือนการดำเนินการยังไม่จริงจัง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ตรวจสอบก็ต้องถูกดำเนินคดีด้วยเพราะการก่อสร้างโปรเจกใหญ่ๆ และเป็นโปรเจกสาธารณะ ซึ่งเกี่ยวกับความปลอดภัยของประชาชน
แต่กลับตรวจสอบหละหลวมจนเกิดโศกนาฏกรรมขึ้น ดังนั้นก็ต้องมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบและต้องดำเนินคดีอาญาด้วย
“จากนี้ไปในทุกโครงการที่มีการรับเหมาสัมปทานจากภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจ อยากให้ดำเนินคดีอาญาเอาผิดเป็นหลักซึ่งรัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบร่วมกับบริษัทผู้รับเหมาและบริษัทเล็กๆที่เข้ามาร่วมเป็นซับคอนแทคด้วย โดยเฉพาะกรณีที่เกิดความเสียหายถึงขั้นมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตซึ่งควรจะมีการแจ้งข้อหาหนักถึงขั้นมีเจตนาฆ่า เพราะจะได้ไม่สามารถรอลงอาญาได้ ซึ่งตนคิดว่า ถ้ามีการดำเนินการอย่างเข้มข้นจะเป็นบรรทัดฐานของการก่อสร้างโครงการต่างๆต่อไปในอนาคตได้ และจะทำให้ทุกฝ่ายไม่ปล่อยเกียร์ว่าง”