วันนี้ (20 ม.ค. 69) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA รายงานสถานการณ์พายุสุริยะมาถึงโลกว่า เมื่อวานนี้ (19 ม.ค. 69) เวลา 01.09 น. ตามเวลาประเทศไทย เกิดการปะทุของ Solar Flare จากบริเวณ Active Region (AR) 4341 ตามรูปที่ 1 การปะทุครั้งนี้ไม่เพียงปลดปล่อยพลังงานรังสีในช่วงคลื่นต่าง ๆ ออกมาเท่านั้น แต่ยังเกิดการปลดปล่อยสสารร้อน (Plasma) และสนามแม่เหล็กออกจากดวงอาทิตย์ในรูปแบบของ Coronal Mass Ejection (CME) มีทิศทางพุ่งตรงมายังโลก ประกอบกับหลุมโคโรนา (Coronal hole) ที่ปล่อยลมสุริยะมาจากดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กโลกรุนแรง จากข้อมูลจากอวกาศและข้อมูลจากเครื่องวัดสนามแม่เหล็กโลก พบว่าไทยเผชิญพายุสนามแม่เหล็กโลกระดับ G4 ตามรูปที่ 5


โดย 3 ผลกระทบหลักที่ต้องจับตาในไทย: ระดับความรุนแรง G4 แม้จะไม่ส่งผลอันตรายต่อประชาชนทั่วไปโดยตรง แต่จะส่งผลกระทบเชิงเทคนิคต่อระบบเทคโนโลยีอวกาศและการสื่อสาร ดังนี้
1. ดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit: LEO) เสี่ยงปรับลดระดับความสูงและตกเร็วกว่ากำหนด: แรงเสียดทานในชั้นบรรยากาศโลกจะเพิ่มสูงขึ้น (Atmospheric Drag) ส่งผลให้ดาวเทียมในวงโคจรต่ำ เช่น ดาวเทียมสำรวจทรัพยากร หรือสถานีอวกาศ มีความเร็วลดลงและอาจเสียระดับความสูงเร็วกว่าปกติ ซึ่งผู้ควบคุมดาวเทียมต้องเตรียมปรับแก้ทิศทาง
2. ระบบนำทาง (GPS) อาจคลาดเคลื่อน: สัญญาณดาวเทียมระบุพิกัด (GPS) อาจเกิดความคลาดเคลื่อนในบางช่วงเวลา ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบนำทางความละเอียดสูง (Precision Navigation) การสำรวจรังวัด การบินโดรนอัตโนมัติ การเกษตรแม่นยำ
3. สัญญาณวิทยุการบิน (HF) ขาดหาย: ระบบสื่อสารย่านความถี่สูง (High Frequency) ที่ใช้ในกิจการการบินพาณิชย์และการทหาร อาจเกิดปัญหาสัญญาณขาดหายเป็นช่วงๆ ซึ่งนักบินและหอควบคุมการบินควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ
ขณะนี้ทีม Space Weather ยังคงติดตามสถานการณ์ "พายุสนามแม่เหล็กโลก" ในประเทศไทย อย่างใกล้ชิด และจะแจ้งเตือนให้ทุกท่านทราบหากมีการเปลี่ยนแปลง
ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปไม่ต้องตื่นตระหนก เนื่องจากพายุสนามแม่เหล็กโลกระดับนี้ไม่ส่งผลต่อร่างกายมนุษย์หรือระบบไฟฟ้าตามบ้านเรือนในประเทศไทย แต่ขอให้หน่วยงานเกี่ยวข้องกับระบบรังวัด วิทยุสื่อสารระยะไกล โดรน และเทคโนโลยีอวกาศ ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
เมื่อเวลา 10.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ค่าสนามแม่เหล็กโลกเริ่มลดระดับลงมาที่ G2 แล้ว