ชัยวุฒิ-เจษฎ์ บุกเยาวราช หาเสียงเดินไปเต้นไป เดินหน้ารณรงค์ไม่เห็นชอบกับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เวลา 20.00 น. วานนี้ (20 ม.ค.69) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ และ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ย่านถนนเยาวราช ช่วยผู้สมัครหาเสียง สร้างความครึกครื้นด้วยการเปิดเพลง สมาชิกพรรคเดินไปเต้นไป หาเสียง มีคนทั้งชาวไทย และต่างชาติ มาร่วมเต้นและขอถ่ายรูป
พ่อค้าแม่ค้า และเจ้าของร้านในพื้นที่ฝากนโยบายการแก้ปัญหา จราจร และความเบื่อหน่ายที่มีต่อนักการเมืองเก่า รวมถึงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ที่ประชาชน เดินเข้ามาคุยกับอาจารย์เจษฎ์ ว่าไม่เห็นด้วย สิ้นเปลือง ไม่อยากให้ยุ่งเกี่ยวกับสถาบัน
ส่วนกรณีที่มีพรรคการเมืองพยายามนำเรื่องที่ คสช.เคยแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 หมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ 2560 มาบิดเบือน พร้อมระบุว่าเป็นเรื่องที่ต้องอธิบายให้เข้าใจข้อเท็จจริงและกรอบของกฎหมาย
รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ถูกยกร่างในสมัยรัชกาลที่ 9 และผ่านประชามติเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2559 โดยยังไม่ได้มีการสถาปนารัฐธรรมนูญนั้น จากนั้นล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 ได้เสด็จสวรรคตเสด็จสู่สวรรคาลัย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 แล้วจึงเข้าสู่รัชกาลใหม่คือรัชกาลที่ 10 จึงจำเป็นต้องมีการดำเนินการ ให้สอดรับกับการขึ้นครองราชย์ตามกรอบของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 4 มาตรา 39/1 วรรค 11 ที่ระบุว่า "หากมีกรณีที่พระมหากษัตริย์พระราชทานข้อสังเกตว่ามีข้อความใดที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติม ให้นายกรัฐมนตรีขอรับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญนั้นคืนมาแก้ไขเพิ่มเติม เฉพาะประเด็นตามข้อสังเกตนั้นและประเด็นที่เกี่ยวเนื่อง"
รศ.ดร.เจษฎ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยให้สัมภาษณ์ในทำนอง “ทรงให้แก้ไข” ว่าเป็นคำพูดแบบกว้าง ๆ แต่สาระคือ ทรงมีพระราชกระแส ทรงมีความคิดเห็น จึงมีความจำเป็นต้องปรับแต่ง หมวด 1 หมวด 2 ให้เหมาะกับกาลสมัยแห่งรัชกาลใหม่ ซึ่งทุกขั้นตอนกระทำภายใต้กฎหมายก่อนที่จะมีการสถาปนารัฐธรรมนูญอย่างสมบูรณ์ในวันที่ 6 เมษายน 2560
รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้แสดงความเห็นแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยมองว่ามีความคลาดเคลื่อนในประเด็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ พร้อมอธิบายว่า “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญไม่ได้อยู่ที่ประชาชนครับ ประชาชนใช้สิทธิในการผ่านร่างรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจอธิปไตยในการผ่านร่างรัฐธรรมนูญ ใช่ แต่ผู้สถาปนารัฐธรรมนูญคือพระมหากษัตริย์ เฉกเช่นเดียวกับเวลาที่ตราพระราชบัญญัติ เหตุที่ใช้คำว่า 'พระราชบัญญัติ' คือพระราชาเป็นผู้บัญญัติ นั่นก็แปลชัดเจนอยู่แล้วว่า กฎหมายทั้งปวงบัญญัติขึ้นโดยพระเจ้าแผ่นดิน”
“ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนนี้เองที่ทำให้กลุ่มบุคคลที่ประสงค์จะดึงฟ้าลงต่ำ นำไปใช้อธิบายย่ำยี และเฉไฉในเรื่องการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 จนสร้างความเสียหายและความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน ขอให้เข้าใจกันด้วยว่าทุกสิ่งทุกอย่างกระทำภายใต้กรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 ที่แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 4 ครอบคลุมเรื่องนี้แล้ว และมีความจำเป็น เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญในตอนนั้นยังไม่ได้ถูกสถาปนา รัฐธรรมนูญมาถูกสถาปนาเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 วันจักรี ซึ่งนั่นคือความสมบูรณ์ครบถ้วนของรัฐธรรมนูญ ขอให้เข้าใจกันด้วย”
ทั้งนี้ ต้องขอบคุณ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ที่อธิบายขยายความในแนวทางเดียวกัน พร้อมย้ำว่า การพูดเพียงว่า “หมวด 1 หมวด 2 ไม่แก้” ยังไม่เพียงพอ เพราะยังมีประเด็น “พระราชอำนาจ” และเนื้อหาอื่นในรัฐธรรมนูญที่อาจถูกหยิบยกในการยกร่างฉบับใหม่ ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคง จึงเห็นว่าพรรคการเมืองใดที่คิดจะแก้ไข เพิ่มเติม หรือยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าจะทำอะไรและกระทบส่วนใดบ้าง
ส่วนประเด็นประชามติ รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า ยังไม่ครบถ้วน โดยชี้ว่าคำถามควรมีทั้งเรื่องสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และอีกคำถามตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด คือวิธีการและเนื้อหาจะเป็นอย่างไร ซึ่งมองว่ายังเป็นสิ่งที่ขาดไป
จุดยืนของพรรครักชาติ รณรงค์ไม่เห็นชอบกับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะยังมีข้อขาดตกบกพร่องอยู่มาก ที่อาจนำไปสู่ความไม่ชัดเจน และก่อให้เกิดความแตกแยก เป็นปัญหาบ้านเมืองต่อไป