สำนักงานประกันสังคม แจง ปรับปรุงโรงอาหาร 12 ล้าน ผู้ประกันตน รู้มาตลอด ยัน โรงอาหารดังกล่าวจัดให้เป็น สวัสดิการสาธารณะในลักษณะไม่แสวงหากำไร
22 มกราคม 2569 จากกรณีมีการเปิดข้อมูล ‘โรงอาหาร’ กระทรวงแรงงาน ใช้เงินกองทุนประกันสังคม 12 ล้านบาทในการปรับปรุง จนกลายเป็นกระแสที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
ล่าสุด กระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคมขอ ชี้แจงว่า กรณีการปรับปรุงพื้นที่โรงอาหารของสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 3 เป็นโครงการที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 โดยได้ผ่านกระบวนการพิจารณา อนุมัติ และตรวจสอบตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน ทั้งในระดับคณะกรรมการประกันสังคม หน่วยงานด้านงบประมาณ และหน่วยงานตรวจสอบ รวมถึงการขออนุญาตใช้พื้นที่ราชพัสดุจากกรมธนารักษ์อย่างถูกต้อง ผู้ประกันตนและสาธารณชนในขณะนั้นได้รับรู้รับทราบข้อมูลมาโดยตลอด ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานเห็นว่าการนำประเด็นที่ได้ผ่านการตรวจสอบและสิ้นสุดกระบวนการแล้วกลับมาเสนอ ควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม
สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 3 รับผิดชอบพื้นที่เขตดินแดง พญาไท ราชเทวี และห้วยขวาง ครอบคลุมผู้ประกันตนกว่า 597,960 คน นายจ้าง 12,905 ราย และสถานประกอบการ 13,314 แห่ง โดยมีผู้มารับบริการเฉลี่ย 300–400 คนต่อวัน อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นที่ตั้งของหน่วยงานอื่นในสังกัดกระทรวงแรงงาน อาทิ ศูนย์บริการจัดหางาน (Smart Job Center) ซึ่งผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นแรงงาน ลูกจ้าง นายจ้าง และประชาชนทั่วไป ในช่วงเวลาดังกล่าว พื้นที่ดังกล่าวยังไม่มีโรงอาหารหรือสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานรองรับผู้มาติดต่อจำนวนมาก การปรับปรุงพื้นที่จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ประชาชนและแรงงานที่มาติดต่อราชการโดยตรง
ทั้งนี้ โรงอาหารดังกล่าวจัดให้เป็น สวัสดิการสาธารณะในลักษณะไม่แสวงหากำไร เปิดให้บริการแก่ผู้ประกันตน แรงงาน และประชาชนทั่วไป รวมถึงประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงในราคาย่อมเยา โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและการช่วยลดภาระค่าครองชีพเป็นสำคัญ พ่อค้าแม่ค้าในโรงอาหารจำนวนมากก็เป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ใช้บริการ กระทรวงแรงงานขอยืนยันอีกครั้งว่า การดำเนินการทั้งหมดมุ่งประโยชน์ต่อผู้ประกันตนและประชาชนผู้ใช้บริการเป็นหลัก มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสะท้อนการให้บริการสาธารณะที่ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม