เวลา 08.28 น. วันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปหอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่ ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2567-2568 เป็นวันที่ 2 มีผู้สำเร็จการศึกษา ในระดับปริญญาเอก ปริญญาโท และปริญญาตรี เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร จำนวน 2,675 คน
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกในดินแดนล้านนา เปิดการเรียนการสอนมาตั้งแต่ปี 2507 ปัจจุบันเปิดการเรียนการสอนใน 21 คณะ 3 วิทยาลัย และ 2 สถาบัน
วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือ "มหาวิทยาลัยชั้นนำที่รับผิดชอบต่อสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม" นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายในการบูรณาการพัฒนางานวิจัยและเทคโนโลยีที่หลากหลาย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตอบโจทย์ความต้องการ และเทรนด์ของเทคโนโลยีในระดับโลก เช่น พลังงานสะอาด พลังทดแทน หรืออุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ ทั้งได้ดำเนินงานร่วมกับนักวิจัยในหลากหลายสาขา ผ่านโครงการต่อยอดเทคโนโลยีสู่การเป็นนวัตกรรมที่โดดเด่นของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผ่านการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา องค์ความรู้ที่มหาวิทยาลัยมีความเชี่ยวชาญ และถ่ายทอดเทคโนโลยีเหล่านั้นสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ชุมชนหรือธุรกิจ สามารถนำองค์ความรู้นั้นไปใช้ในการสร้างรายได้ สร้างอาชีพ ต่อยอดสู่การแก้ปัญหาของชุมชนและสังคมได้ โดยมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้ในการดำเนินงาน เพื่อการบริหารจัดการที่เป็นเลิศ รวมทั้งมีการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อใช้ในการสนับสนุนการตัดสินใจ เพิ่มศักยภาพกระบวนการทำงานทุกด้านให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และการมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยอัจฉริยะ (Smart University) สร้างสรรค์ประโยชน์แก่ชุมชนสังคม พร้อมร่วมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ
เวลา 12.51 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงพยาบาลแมคคอร์มิค อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่ ทรงเปิดพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงยืนคู่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และทรงเปิดพิพิธภัณฑ์หมอเจ้าฟ้า ซึ่งจัดสร้างโดยความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลแมคคอร์มิค, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สมาคมศิษย์เก่าแพทย์เชียงใหม่ มหาวิทยาลัยพายัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระบรมราชจักรีวงศ์ และน้อมรำลึกถึงพระเกียรติคุณ พระมหากรุณาธิคุณ และสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก "พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย" และ "พระบิดาแห่งการสาธารณสุขไทย" ที่ทรงดำเนินพระราชจริยวัตรอันงดงาม ในฐานะแพทย์ที่มีพระทัยเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และทรงมีพระวิสัยทัศน์อันก้าวไกล ในการพัฒนาการแพทย์ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และราษฎรในพื้นที่ภาคเหนือ ให้สามารถเข้าถึงการแพทย์อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี "พระมารดาแห่งการสาธารณสุขไทย" และ "พระมารดาแห่งการทันตแพทย์ไทย" และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของทั้งสองพระองค์ เมื่อครั้งทรงเปิดโรงพยาบาลแมคคอร์มิค เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2468 โดยประดิษฐานพระราชานุสาวรีย์ทั้งสองพระองค์ ณ บริเวณหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์ฯ
สำหรับพิพิธภัณฑ์หมอเจ้าฟ้า เป็นอาคาร 2 ชั้น อยู่ภายใต้การดูแลของโรงพยาบาลแมคคอร์มิค โดยมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย เดิมเป็นบ้านพักของนายแพทย์ เอ็ดวิน ชารลส์ คอร์ท ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแมคคอร์มิคท่านแรก หรือ หมอคอร์ท และภริยา ต่อมาในปี 2472 สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ได้มาประทับเพื่อทรงงานแพทย์ เป็นเวลา 21 วัน โดยพิพิธภัณฑ์ฯ แห่งนี้ เป็นแหล่งเรียนรู้แก่ประชาชนที่สนใจ บอกเล่าเรื่องราว พระราชประวัติสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ผ่านสื่อวีดิทัศน์ และสื่อต่าง ๆ ที่จำลองและคงสภาพรูปแบบในอดีตไว้ อาทิ ห้องทรงงาน ห้องครัว และข้อความบนผนังที่แปลมาจากจดหมายของภรรยาของหมอคอร์ท ที่เขียนส่งกลับไปยังสหรัฐอเมริกาเป็นระยะ ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญในการเรียบเรียงเรื่องราวในการทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ณ โรงพยาบาลแห่งนี้
บริเวณด้านข้างอาคาร 2 ชั้น ยังมีอาคารหมอคอร์ท จัดแสดงมิชชันนารีทางการแพทย์ จัดแสดงภาพวาดและอุปกรณ์การแพทย์ต่าง ๆ อาทิ เครื่องตอกเม็ดยา กล้องจุลทรรศน์ และเครื่องเอ็กซเรย์ ที่ถือเป็นเครื่องเอ็กซเรย์เครื่องแรกของจังหวัดเชียงใหม่ ที่นำเข้าจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ทั้งนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ยังทรงรับพิพิธภัณฑ์หมอเจ้าฟ้า ไว้ในพระราชูปถัมภ์ ด้วย
โรงพยาบาลแมคคอร์มิค เป็นโรงพยาบาลในมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย เริ่มต้นจากการที่สหรัฐอเมริกาได้ส่งแพทย์มิชชันนารีเข้ามาทำงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข และเผยแผ่ศาสนาในประเทศไทย ช่วงปี 2410 ต่อมามีการจัดสร้างโรงพยาบาลแมคคอร์มิค ให้บริการรักษาผู้ป่วยในปี 2467 มาจนปัจจุบัน
เวลา 14.33 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระวิหารหลวง วัดเจดีย์หลวง อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่ ในการนี้ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระอัฏฐารส พระประธานประจำพระวิหารหลวง
โอกาสนี้ ทรงประกอบพิธีประดับสร้อยสังวาลถวายพระพุทธเฉลิมสิริราช (พระแก้วหยกเชียงใหม่) และพระเจ้าอุ่มเมือง (พระเจ้าแป๊ขึด) โดยทรงเจิมที่สร้อยสังวาล แล้วพระราชทานแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่ออัญเชิญไปประดับถวายองค์พระเจ้าอุ่มเมือง (พระเจ้าแป๊ขึด) ณ วิหารเสาอินทขีล และพระราชทานสร้อยสังวาล แก่นางวิวรรณ บุญยประทีปรัตน์ ผู้แทนวัดเจดีย์หลวง เพื่ออัญเชิญไปประดับถวายองค์พระพุทธเฉลิมสิริราช (พระแก้วหยกเชียงใหม่) ณ พระธาตุเจดีย์หลวง
พระพุทธเฉลิมสิริราช หรือพระแก้วหยกเชียงใหม่ สร้างขึ้นเมื่อปี 2538 เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึก และเป็นที่สักการะบูชา แทนองค์พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต ที่เคยประดิษฐาน ณ เมืองเชียงใหม่ ก่อนที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช จะอัญเชิญไปยังนครหลวงพระบาง อาณาจักรล้านช้าง เมื่อปี 2091 โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานนามว่า "พระพุทธเฉลิมสิริราช" และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงอัญเชิญพระพุทธเฉลิมสิริราช (พระแก้วหยกเชียงใหม่) ขึ้นประดิษฐาน ณ ซุ้มจระนำมุข ด้านทิศตะวันออกของพระธาตุเจดีย์หลวง เมื่อปี 2538
ภายในวัดเจดีย์หลวง ยังมีเสาอินทขีล เสาหลักเมืองเชียงใหม่ มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่บนมณฑปเสาอินทขีล นามว่า "พระเจ้าอุ่มเมือง" หรือ "พระเจ้าแป๊ขึด" โดยคำว่า "อุ่มเมือง" เป็นภาษาล้านนา หมายถึง พระพุทธรูปที่ปกปักรักษา คุ้มครองบ้านเมืองให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข ส่วนคำว่า "แป๊ขึด" หมายถึง ชนะภยันตรายทั้งปวง
ในการนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้จัดพิธีทูลพระขวัญ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา ในปี 2568 ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และถวายเป็นสรรพสิริมงคล
โอกาสนี้ ทรงพระดำเนินไปยังตู้เทียนเท่าพระองค์ (เทียนค่าคิง) ทรงรับเทียนชนวนจากเจ้าพนักงานพระราชพิธี ทรงจุดโคมไฟจากโคมไฟฟ้าแล้วถวายแด่พระธรรมเสนาบดี (ธงชัย สุวณฺณศิริ) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ เจ้าคณะภาค 7 ประธานสงฆ์ เมื่อประธานสงฆ์จุดเทียนชัยมงคลและเทียนเท่าพระองค์ (เทียนค่าคิง) เสร็จแล้ว ถวายคืน ทรงรับเทียนชนวน พระราชทานคืนเจ้าพนักงานพระราชพิธี แล้วทรงจุดเทียนประกอบเครื่องสืบชะตาแบบล้านนา
นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถวายเครื่องบายศรีพิธีสืบชะตาแบบล้านนา พระมหารัชชานนท์ สาสนกิตฺติ วัดพระธาตุศรีจอมทอง ถวายกาพย์ธรรมทูลพระขวัญ ผู้แทนอาจารย์อาวุโส มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เฝ้าทูลละอองพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายฝ้ายมงคลผูกข้อพระกร เจ้าหน้าที่กรมการศาสนาอาราธนาพระปริตร พระสงฆ์ 71 รูป เจริญพระพุทธมนต์สืบชะตาแบบล้านนา จบแล้ว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายแด่พระสงฆ์ 10 รูป และพระสงฆ์ที่เจริญพระพุทธมนต์สืบชะตาแบบล้านนาอีก 61 รูป ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา
ฝ้ายที่ใช้ประกอบพิธี ได้จัดเตรียมขึ้นเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 ในพิธีตันติพทราภิเษก ซึ่งเป็นพิธีสมโภชฝ้ายมงคลผูกข้อพระกร ครั้งประวัติศาสตร์ จัดขึ้น ณ ศาลาธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยสืบสานโบราณราชประเพณี อันเป็นเอกลักษณ์แห่งภูมิปัญญาล้านนา ได้รับความร่วมมือจากปราชญ์ชุมชน ผ้าทอฝ้ายธรรมชาติ ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทยไตลื้อ อำเภอดอยสะเก็ด กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผ้าฝ้ายเชิงดอย อำเภอจอมทอง และกลุ่มผ้าทอฝ้ายพื้นเมืองอำเภอสันป่าตอง ซึ่งเป็นเครือข่ายของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาร่วมถักทอฝ้ายมงคล โดยพระเถรานุเถระผู้ทรงสมณศักดิ์ ได้เจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลสูงสุด
จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระธาตุเจดีย์หลวง ทรงวางพวงมาลัย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระธาตุเจดีย์หลวง พร้อมทอดพระเนตรการแสดงฟ้อนยอบุปผา เนื้อเพลงมีความหมายเกี่ยวกับการถวายพระพรเนื่องในโอกาสที่เสด็พระราชดำเนินเยือนจังหวัดเชียงใหม่ แสดงโดยนักศึกษาสาขานาฏศิลป์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และนักเรียนในจังหวัดเชียงใหม่ 16 โรงเรียน กว่า 200 คน เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับ มีนักเรียนและสตรีชาวจังหวัดเชียงใหม่ร่วมฟ้อนดวงดอกไม้ เพื่อส่งเสด็จ