ทนายแก้ว แถลงปมฉาวนักศึกษา โอดไม่รู้ผีห่าซาตานตัวไหนเข้าสิง

ทนายแก้ว แถลงปมฉาวนักศึกษา โอดไม่รู้ผีห่าซาตานตัวไหนเข้าสิง

View icon 308
วันที่ 23 ม.ค. 2569 | 11.42 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
"ทนายแก้ว" ยอมรับ ไม่รู้ว่าผีห่าซาตานตัวไหนเข้าสิง ในขณะที่อยู่ในรถ ได้มีการกอดหอม และจูบผู้เสียหายจริง แต่ผู้เสียหายไม่ได้ขัดยืน ยัน ที่เสนอเงิน เพราะอยากให้เรื่องนี้จบ เนื่องจากอับอาย และรู้สึกผิดที่คิดน้อย

23 ม.ค. 69 นายมนต์ชัย จงไกรรัตนกุล หรือ ทนายแก้ว แถลงข่าว ประเด็นร้อนกรณีที่ถูกครอบครัวของนักศึกษาสาววัย 18 ออกมาเปิดโปงว่ามีการกระทำอนาจาร แล้วเสนอเงินขอให้จบเรื่อง

โดยก่อนเริ่มการแถลงข่าว ทนายแก้วได้ยกมือไหว้แล้วขอโทษ ทั้งครอบครัวของตนเอง และครอบครัวของผู้เสียหาย ก่อนที่จะเล่าไทม์ไลน์ว่า เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 68 พิธีกรชื่อดัง โทรมาสอบถามตนเองเรื่องที่เกิดขึ้น ว่าตนเองได้ไปจับหน้าอก ได้อนาจารน้องนักศึกษาวัย 18 ในรถ จริงหรือไม่ โดยบอกว่า รู้เรื่องนี้มาจาก คุณเบนซ์ อาปาเช่ และคุณเบนซ์ อาปาเช่ รับรู้เรื่องนี้มาจากพ่อของผู้เสียหาย

ตนเองจึงเล่าว่า ไม่ได้ทำอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง เหตุการณ์มันเกิดขึ้นในวันที่ 12 ก.ย. 68 ได้ขับรถมากับน้องผู้เสียหายจริง ๆ โดยได้เดินทางออกจากห้างที่ พระราม 3 ในระหว่างที่ขับรถมา ได้มีการนั่งคุยกัน ยืนยันว่า ไม่ได้ทำแบบที่น้องผู้เสียหายกล่าวอ้าง และเมื่อเดินทางมาถึงร้านก๋วยเตี๋ยว ย่านลาดพร้าว ก็ไปจอดรถที่ลานจอดรถ แล้วหลังจากนั้นเดินเข้าไปภายในร้านเพื่อทานอาหาร

หลังจากทานอาหาร ได้มีการถ่ายรูปคู่กัน ซึ่งช่วงนั้นได้คุยกันกระเซ้าเย้าแหย่กัน ยอมรับว่า มีการป้อนอาหารและถ่ายรูปโอบน้องผู้เสียหาย หลังจากนั้น เช็กบิล แล้วก็เดินไปที่รถ ในระหว่างที่ตนเองเดินกลับไปที่รถยอมรับว่า ไม่รู้ว่าผีห่าซาตานตัวไหนเข้าสิง ในขณะที่อยู่ในรถสตาร์ทรถ “ผมยอมรับว่า ก็ได้มีการกอดหอม และจูบน้องเขาจริงๆ ผมยอมรับ” เป็นการกระทำครั้งที่ 1

ในขณะนั้นหลังทำเสร็จ ก็ขับรถออกมา ขับรถผ่านถนนเอกมัยรามอินทรา เพื่อมุ่งหน้าไปที่ คริสตัลพาร์ค ระหว่างทางก็ขับรถไปปกติ ตนเองบอกว่า ถ้าในระหว่างที่ขับรถไป พอถึงที่ห้างฯ ก่อนที่จะแยกกันได้มีการกอดหอมและจูบน้องเขาอีกครั้ง  เป็นครั้งที่ 2

แช็ตทั้งหมดที่เอามาเป็หลักฐานวันนี้ เป็นแช็ตที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย. 68 ทุกแช็ต เป็นการพูดคุยกันจนทำให้เห็นว่าเป็นมิตรภาพดี ๆ ระหว่างกัน ข้อความบางข้อความที่บอกว่า ตนเองไปหลอกเด็ก ยืนยันว่า ตนเองไม่ได้ไปหลอกเด็กอย่างนั้น “ผมจึงแสดงความจริงใจว่าผมขอโทษ ” ยืนยันว่า สิ่งที่ออกมาพูดในวันนี้ ตนเองไม่ได้ทำเกินเลยไปมากกว่าที่พูดเลยจริงๆ

หลังจากนั้น ทราบเรื่อง และได้คุยกับพิธีกรชื่อดัง ตนเองได้โทรศัพท์ไปหาพ่อของน้องผู้เสียหาย ด้วยความรู้สึกกระวนกระวาย จึงมีการอ้างพิธีกรชื่อดังจริงๆ ที่ช่วยเคลียร์จริงๆ

ต่อมา พ่อของผู้เสียหาย พูดผ่านบุคคลที่สาม คือ คุณแจง ภรรยาของคุณแจ๊ส ดาราตลกชื่อดัง ว่า ถ้าไม่มี 10 ล้าน ไม่ต้องมาคุยกัน แต่ตนเองบอกว่า ตนเองมีไม่มีถึง 10 ล้าน ถ้าเกิดจะให้จบและทุกอย่างมันเงียบเร็ว ขอ 1 ล้าน หลังจากนั้นคุณแจงได้โทรกลับไปหาพ่อของผู้เสียหาย ก่อนที่จะโทรกลับมาหาตนเองอีกครั้ง แล้วระบุว่า พ่อของผู้เสียหาย แจ้งว่า “ถ้าไม่มี 5 ล้าน 10 ล้าน ก็ไม่ต้องมาคุย”

ทนายแก้ว กล่าวต่อว่า มีคำถามว่าถ้าตนเองไม่ผิด แล้วจะไปเสนอเงินทำไม ตนเองขอพูดตรง ๆ ว่า ตนเองเสียใจ ที่ทำร้ายครอบครัว พอรู้เรื่อง ตนเองเสียใจจริง ๆ และอยากจะให้เรื่องจบด้วยการรักษาชื่อเสียง ตนเองเสนอไปจริงๆ

และหลังจากที่ตนเองเสนอไป ระหว่างรอคำตอบกลับมาตนเองต้องทำงานปกติ เพราะมีการนัดหมายทำงานล่วงหน้ากันไว้ก่อนแล้ว แต่เมื่อตนเองไปทำงาน กลับถูกทางฟากฝั่งผู้เสียหายได้มีการแคปหน้าจอรูปภาพของตนเองที่ไปออกรายการต่าง ๆ แล้วนำมาโพสต์ผ่านช่องทางโซเชียล ลักษณะประมาณว่า ทำไมถึงยังร่าเริงจังเลย เป็นแบบนี้ บ่อยครั้งจนทำให้ตนเองปั่นป่วน

ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ตนเองกระวนกระวาย ปั่นป่วน และกลัว และพยายามที่จะติดต่อเพื่อเจรจากันและได้ติดต่อผ่านคนกลาง คือ อ.จตุรงค์ จงอาษา เพื่อขอช่วยเป็นคนกลางประสานงานกับครอบครัวผู้เสียหายขอพบเพื่อเจรจา จนกระทั่ง ได้มีการพบกันเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 69 โดยได้พบกับ พ่อผู้เสียหาย อ.จาตุรงค์ และทนายความ ตนเองได้ฟังจากทนายความของฝั่งผู้เสียหาย ว่า ไม่ต้องคุยเรื่องของรูปคดี แต่ขอคุยเรื่องของการละลายความรู้สึก ซึ่งตนเองมอบ แล้วยกมือขอโทษเขา ขอโทษที่ตัวเองรุ่มร่าม คิดน้อย ทำอะไรไป โดยที่ขาดสติ ขอพูดตรง ๆ เลยว่าด้วยสิ่งที่ผมรู้สึกว่าไปคุยกับน้องเขาทำไม ไปแอบคุยกับเขาทำไม สิ่งที่ตัวเองเสียใจอยู่ตรงนี้

วันนั้นได้มีการพูดคุย และระบายความรู้สึกกัน พอใกล้จะเลิก พ่อของผู้เสียหาย ได้มีการบอกว่า ขอ 5 ล้าน ตนเองจึงบอกว่า 5 ล้าน จ่ายไม่ไหวจริงๆ ขอเถอะอยากให้มันจบในวงเจรจาวันนี้ ตนเองจึงบอกว่า ตนเองขอให้ 2.5 ล้าน ได้ไหม ตนเองจ่าย เพราะอยากให้เรื่องจบ เพราะตนเองอับอาย

หลังจากนั้น ตนเองก็รอคำตอบ และมีเหตุการณ์แปรเปลี่ยน คือฝั่งของผู้เสียหาย ได้นำรูปของตนเองกับลูกสาวของตนเอง ไปลงในเฟซบุ๊ก ตนเองจึงอยากบอกว่า มันเป็นเรื่องของตนเองและเขา ซึ่งไม่เกี่ยวกับลูกสาวของตนเอง แต่มีการนำรูปของลูกสาวตนเองไปโพสต์แขวน ตนเองจึงอยากถามกลับว่า ทำไมถึงทำเช่นนี้ หากจะฟ้องก็ฟ้อง แต่ทำไมถึงมาทำให้ตนเองกระวนกระวายแบบนี้

วันนี้ ที่มาแถลงข่าวตนเองตั้งใจมาจริงๆ  เพราะอยากให้สังคมได้รับรู้ข้อมูลเรื่องราวจากฝั่งของตนเอง และต้องการขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น ตนเองเสียใจที่เกิดเหตุเช่นนี้ เพราะคิดน้อย