“จุลพันธ์” โพสต์แจงนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” ยันไม่ใช่การแจกฟรี ไม่ได้คิดลอย ๆ ชี้มีหลายประเทศทำแล้วประสบผลสำเร็จ ดึงเศรษฐกิจนอกระบบ ขึ้นมาบนดิน สร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ให้ภาครัฐ ซัดเลิกปั่นวาทกรรม “ล็อกผล” เพราะระบบสุ่มจะตรวจสอบได้
วันนี้ (25 ม.ค.69) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟสบุ๊ก ชี้แจงนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” ว่า นี่ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน แต่คือ การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Infrastructure) ของประเทศในระยะยาว มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า นโยบายนี้เป็นการ “ใช้จ่ายงบประมาณอย่างสิ้นเปลือง” แต่ในความเป็นจริง นี่คือ กลยุทธ์การเพิ่มรายได้รัฐ อย่างเป็นระบบ หัวใจสำคัญคือ การดึงประชาชนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และระบบภาษี เมื่อประชาชนเรียกหาใบเสร็จเพื่อลุ้นรางวัล ฐานภาษีก็ขยายตัวทันที รัฐมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ
ดังนั้น จึงไม่ใช่การแจกฟรี แต่คือ การลงทุนเพื่อทำให้ระบบการเงินและการคลังของประเทศเข้ารูปเข้ารอย โมเดลนี้ไม่ใช่ความคิดลอย ๆ แต่มี Case study ระดับโลก และเป็นแนวทางที่ พิสูจน์แล้วว่า ได้ผลจริง ในหลายประเทศ เช่น บราซิล เพิ่มประสิทธิภามประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีได้ราว 8–9% หรือ ไต้หวัน โมเดลต้นแบบที่ประสบความสำเร็จสูง เพิ่มรายได้ภาษีเฉลี่ยถึง 20%
กรณีเหล่านี้ยืนยันชัดว่า การใช้ แรงจูงใจ (Incentive) ให้ประชาชนร่วมมือให้ผลดีกว่าการบังคับ หรือการลงโทษ มาดูตัวเลข ROI (ความคุ้มค่าของการลงทุน) แบบคณิตศาสตร์ง่าย ๆ กันบ้าง ปัจจุบัน ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของไทยอยู่ที่ประมาณ 8–9 แสนล้านบาท หากสามารถเพิ่มการจัดเก็บได้ในระดับเดียวกับไต้หวัน คือ ประมาณ 20% รัฐก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนของนโยบาย (เงินรางวัล) อยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท คิดเป็นต้นทุนเพียง ประมาณ 3.3% เพื่อแลกกับรายได้หลักแสนล้าน กล่าวอีกแบบคือ “ลงทุนหลักพันล้าน แต่มีโอกาสได้คืนหลักแสนล้าน”
และเปรียบเทียบกับงบประมาณของประเทศ งบลงทุนภาครัฐในปัจจุบันอยู่ที่ราว 8 แสนล้านบาท หากนโยบายนี้ช่วยเพิ่มรายได้รัฐได้เพียง 1–2 แสนล้านบาท (คิดเป็น 12.5–25%) จะเป็นทรัพยากรเพิ่มเติมที่สามารถนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สวัสดิการ และบริการสาธารณะได้อย่างมหาศาล
ขุมทรัพย์ที่แท้จริงคือ “Big Data” สิ่งที่รัฐจะได้ ไม่ใช่แค่เงินภาษี แต่คือ ข้อมูลเศรษฐกิจแบบ Real-time ที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น ข้อมูลระดับจุลภาค (Micro data): ตลาดใดขายอะไร เศรษฐกิจฐานรากเคลื่อนไหวอย่างไร ทำให้รู้ทันทีว่า สินค้าแพงตรงไหน พื้นที่ใดมีความหนาแน่นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และนำ AI มาวิเคราะห์เพื่อออกแบบนโยบาย และสวัสดิการได้ตรงจุด จากเดิมที่ต้อง “คาดเดา” หรือ “หว่านแห” จะเปลี่ยนเป็นการตัดสินใจบนฐานข้อมูลจริง ที่สำคัญที่สุดคือ สามารถดึงเศรษฐกิจนอกระบบ 9 ล้านล้านบาทขึ้นมาบนดิน
ปัจจุบันเศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีมูลค่ากว่า 9 ล้านล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก การบังคับเก็บภาษีโดยตรงเป็นเรื่องยาก และ สร้างแรงต้าน นโยบายนี้จึงเลือกใช้ ความหวังในการเป็นเศรษฐีเงินล้าน (วันละ 9 รางวัล) เป็นแรงจูงใจ ให้ประชาชน และผู้ประกอบการ สมัครใจเดินเข้าสู่ระบบเอง
ผลลัพธ์คือ ประชาชนได้ลุ้นรางวัล รัฐได้ฐานภาษีใหม่ และประเทศได้ Big Data เพื่อการบริหารที่แม่นยำ เป็นสถานการณ์ Win–Win ทุกฝ่าย เลิกปั่นวาทกรรม "ล็อกผล" แบบไร้หลักฐาน ระบบสุ่มจะถูกออกแบบมาให้ตรวจสอบได้ (Auditable) เพราะสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือการใช้งบแบบเดิมที่ “หว่านแห” และรั่วไหลมหาศาล เพราะขาดข้อมูลที่แม่นยำ การมี Big Data ผ่านนโยบายนี้ จะช่วยให้การใช้งบสวัสดิการในอนาคต ตรงเป้า โปร่งใส และคุ้มค่าภาษีประชาชนมากกว่าเดิม
นโยบายนี้ไม่ควรถูกมองว่า เป็นประชานิยมแจกเงินแบบเก่า แต่ควรถูกมองว่า เป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ เป็นการเริ่มต้นวันนี้ เพื่อผลตอบแทนในอนาคต ทั้งในรูปของรายได้รัฐ และฐานข้อมูลที่มีมูลค่าเกินกว่าจะประเมินได้ สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องวินัยการคลัง คำตอบอยู่ที่คำเดียวคือ “ผลตอบแทนจากการลงทุน” ซึ่งตัวเลขได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว