“ก้าวอิสระ” เคลื่อนขบวนตุ๊ก ๆ กว่า 100 คัน เต็มสวนป่าเบญจกิติ ขอครึ่งใจโค้งสุดท้าย ผลักดันให้ทำงานเบื้องหน้า หลังพรรคอยู่เบื้องหลังมานาน ประกาศจุดยืนเปลี่ยนขนส่งสาธารณะเป็น EV 100% สู้ภัย PM 2.5
วันนี้ (30 ม.ค.69) นางสาวกชพร เวโรจน์ หัวหน้าพรรคก้าวอิสระ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวอิสระ จัดกิจกรรมหาเสียง รถตุ๊กตุ๊กกว่า 100 คัน ภายใต้แคมเปญ “เมืองไทย สีเขียวด้วยระบบขนส่ง EV” ณ พิพิธภัณฑ์สวนป่าเบญจกิติ เพื่อผลักดันนโยบายการเปลี่ยนผ่านเครื่องยนต์รถโดยสารสาธารณะให้เป็นระบบไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการกำจัดต้นตอของฝุ่น PM 2.5 และลดมลพิษทางเสียงในเขตเมือง เพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ประชาชน โดยก่อนหน้านี้ได้มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ขนส่งสาธารณะให้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เชียงใหม่มาแล้ว
นางสาวกชพร ย้ำถึงหัวใจสำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ว่า เป็นการสร้างภาพจำใหม่ผ่านขบวนรถตุ๊กตุ๊ก 100 คัน ท่ามกลางบรรยากาศสวนป่ากลางเมืองในช่วงอาทิตย์อัสดง เป็นการแก้ปัญหามลภาวะอย่างยั่งยืน ซึ่งอากาศสะอาดในความหมายของดิฉันคือ สิทธิ ซึ่งไม่ใช่การร้องขอ แต่รัฐต้องจัดสรรให้ เพราะมองว่า PM 2.5 คือภัยเงียบที่จะกลายเป็นมะเร็งร้ายของสังคม ดังนั้นจึงมีความมุ่งมั่นและตั้งใจจะเปลี่ยนรถสาธารณะทุกชนิดให้เป็นระบบไฟฟ้า (EV) ทั้งหมด โดยเฉพาะรถตุ๊กตุ๊กซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของบ้านเรา ที่เราต้องอนุรักษ์เสน่ห์นี้ไว้ แต่ก็ต้องไม่ทำร้ายปอดของคนไทยด้วย รวมถึง รถเมล์ รถบัส ก็ต้องเป็นพลังงานสะอาด เพื่อให้ทุกคนหายใจได้เต็มปอดจริงๆ เสียที
“พรรคก้าวอิสระ ไม่เน้นแจก แต่เน้นการลดภาระค่าใช้จ่ายต้นทุนน้ำมัน ไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายครัวเรือน สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างยั่งยืน เราต้องเลิกขังเด็กไว้ในห้องเรียนในด้านที่เขาไม่ได้ชอบ เด็กควรได้เลือกเรียนตามความถนัดทันที ใครชอบกีฬา ดนตรี หรือภาษา ต้องได้มุ่งไปทางนั้นเลย เพื่อให้เด็กโตไปเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความสุขกับอาชีพของตัวเอง ไม่ใช่ต้องทนเรียนในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนจนเสียเวลาชีวิต”
แคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวอิสระ ยังได้ฝากถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่กำลังมองหาทางเลือกใหม่ว่า “ขอแค่ ครึ่งใจ ในบัตรสีชมพู กา เบอร์ 22 ขอให้โอกาสพรรคเล็กๆ ของเราได้เข้าไปมีเสียงในสภา ขอพิสูจน์ตัวเองจากการทำงานหนัก อยู่เบื้องหลังมา 28 ปี ขอโอกาสเข้าไปทำงานแทนคนไทยในสภาบ้าง เพื่อให้เสียงของคนกู้ภัยและจิตอาสา ดังพอที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนไทยให้ดีขึ้นกว่าเดิม”