TDRI ชำแหละนโยบาย 5 พรรคการเมือง ประชาชน ใช้งบมากสุด หลายพรรคโครงการทำไม่ได้จริง ส่อแววสร้างปัญหาในอนาคต
.
วันนี้ (2 ก.พ.69) ในช่วงเดือนมกราคม 2569 พรรคการเมืองทั้ง 51 พรรค ได้นำเสนอข้อมูลต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดย กกต.นำมาเปิดเผยผ่านเว็บไซต์ คณะนักวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จึงได้นำเอาข้อมูลของ5 พรรคการเมืองใหญ่ที่มีโอกาสเป็นรัฐบาล ประกอบด้วย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ มาวิเคราะห์ เพื่อประกอบการพิจารณาของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะงบประมาณตามนโยบายที่คาดว่าจะต้องใช้ มีดังนี้
.
1. พรรคประชาชน 741,835 ล้านบาท/ปี
มี 18 นโยบาย ที่ใช้วงเงินเกิน 1 หมื่นล้านบาทต่อปีในจำนวนนี้มีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี 2 นโยบายคือ นโยบาย “เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ” และนโยบาย “เมกะโปรเจกต์ ยกระดับคุณภาพชีวิต” (ดูตารางที่ 2) พรรคประชาชนจะใช้งบประมาณเฉลี่ย 7.4 แสนล้านบาทต่อปี
2. พรรคประชาธิปัตย์ 531,050 ล้านบาท/ปี
10 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยในจำนวนนี้มีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปีจำนวน 1 นโยบายคือ นโยบาย “เบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาท ถ้วนหน้า”
3. พรรคกล้าธรรม 440,558 ล้านบาท/ปี
มีถึง 14 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยในจำนวนนี้มีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปีจำนวน 3 นโยบาย
4. พรรคเพื่อไทย 243,300 ล้านบาท/ปี
มี 5 นโยบายที่มีวงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาท มากที่สุดคือ “คนไทยไร้จน” ใช้งบ 60,000 ล้านบาท/ปี
5. พรรคภูมิใจไทย 148,326 ล้านบาท/ปี
มี 4 นโยบายที่มีวงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาท
.
นโยบายที่ควรทบทวนบางส่วน มีดังนี้
1. พรรคประชาชน
- นโยบาย “เพิ่มเบี้ยคนพิการ” ซึ่งปัจจุบันมีผู้พิการ 2.28 ล้านคน น่าจะต้องใช้เงินประมาณ 3.87 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งสูงกว่าที่พรรคประมาณการไว้ที่ 3.4 หมื่นล้านบาทต่อปี
- นโยบายด้านพลังงาน (ระบบกักเก็บพลังงานระดับกริด โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ การอัปเกรดสถานีไฟฟ้า และอุปกรณ์รองรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย) พรรคประมาณการไว้ 9.6 หมื่นล้านบาทตลอด 4 ปี แต่คณะผู้วิจัยประมาณการว่า อาจถึง 1 แสนล้านบาท ดังนั้น พรรคประชาชนน่าจะประมาณการต้นทุนไว้ต่ำเกินไป
.
2. พรรคประชาธิปัตย์ 531,050 ล้านบาท/ปี
- นโยบาย “ประกันรายได้ผู้ใช้แรงงาน-รัฐจ่ายส่วนต่าง” เป็นนโยบายที่แทรกแซงกลไกตลาดแรงงานอย่างมาก และอาจส่งผลให้นายจ้างไม่ขึ้นค่าแรงให้แรงงาน เพราะรัฐจะจ่ายส่วนต่างให้อยู่แล้ว
- นโยบาย “ค่าไฟฟ้า 3.50 บาท” (ทุกหน่วย) ซึ่งระบุว่าจะใช้การ “ปรับแผนพลังงานแห่งชาติใหม่” ให้ “รัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้าต้องปรับตัว” โดยไม่ใช้งบประมาณ น่าจะไม่สามารถดำเนินการได้จริง การประมาณการของทีดีอาร์ไอพบว่า นโยบายดังกล่าวน่าจะต้องใช้เงินประมาณถึง 2.16 แสนล้านบาทต่อปี จากการชดเชยส่วนต่างจากต้นทุนจริงประมาณ 1.08 บาทต่อหน่วย
.
3. พรรคกล้าธรรม 440,558 ล้านบาท/ปี
- นโยบาย “พลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกร/ประมง” เสี่ยงต่อการสร้างกลุ่มผลประโยชน์ที่กดดันให้ภาครัฐคงราคาพลังงานให้อยู่ในระดับต่ำต่อไปในระยะยาว นโยบายนี้ใช้วงเงินสูงถึง 9-13 หมื่นล้านบาทต่อปี
- นโยบาย “ประกันรายได้ประชาชน” ซึ่งใช้งบประมาณสูงถึง 1.75 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยเน้นการประกันรายได้ของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ เป็นนโยบายที่น่าจะก่อให้เกิดปัญหา เพราะสร้างแรงจูงใจที่ผิดให้แก่เกษตรกร เนื่องจากไม่ว่าจะเกษตรผลิตสินค้าเกษตรอย่างไร ก็จะได้รายได้ตามที่รัฐประกัน
.
4. พรรคเพื่อไทย 243,300 ล้านบาท/ปี
- นโยบาย “เศรษฐีใหม่ 9 คนต่อวัน” ใช้งบถึงปีละประมาณ 3.2 พันล้านบาท และจะไม่สามารถยกระดับรายได้ของประชาชนได้อย่างยั่งยืน เพราะต้องเก็บภาษีจากประชาชนมาดำเนินนโยบาย
- นโยบาย “ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%” ซึ่งจะใช้งบประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาทต่อปี จะสร้างปัญหามาก เนื่องจากบิดเบือนกลไกตลาดอย่างรุนแรง (มากกว่านโยบาย “จำนำข้าว” ของพรรคเพื่อไทยในอดีต ซึ่งประกันราคารับซื้อ) โดยนโยบายนี้จะสร้างแรงจูงใจที่ผิดให้แก่เกษตรกร
.
5. พรรคภูมิใจไทย 148,326 ล้านบาท/ปี
- นโยบายจ้างทหารอาสาจำนวน 100,000 คน มีผลดึงแรงงานชายออกจากตลาดแรงงาน เนื่องจากได้รายได้และสวัสดิการทัดเทียมหรือสูงกว่าขั้นต่ำของข้าราชการที่จบปริญญาตรี และมีผลในการลดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนทำให้รัฐเสียค่าใช้จ่ายสูงเกินไป
- นโยบาย “ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท” (สำหรับ 200 ยูนิตแรก) ซึ่งพรรคประมาณการว่าจะใช้เงิน 6.3 หมื่นล้านบาท น่าจะต่ำเกินไป เพราะตั้งอยู่บนฐานราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่ผู้บริโภคจ่ายที่ 4.20 บาทต่อหน่วย และ อาจทำให้ประชาชนไม่มีแรงจูงใจในการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด
.