ญี่ปุ่นเรียกร้องให้ กัมพูชา-ไทย เปิดด่านชายแดนอีกครั้ง เนื่องจากส่งผลกระทบต่อบริษัทญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเรียกร้องให้ กัมพูชา-ไทย เปิดด่านชายแดนอีกครั้ง เนื่องจากส่งผลกระทบต่อบริษัทญี่ปุ่น

View icon 37
วันที่ 3 ก.พ. 2569 | 12.04 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชา เรียกร้องให้ กัมพูชา-ไทย หันหนามาหารือและกลับมาเปิดด่านชายแดนอีกครั้ง เนื่องจากการปิดด่านนั้นส่งผลกระทบต่อบริษัทญี่ปุ่น พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศหาทางออกอย่างสันติ

วันนี้ (3 ก.พ. 69) สำนักข่าว ขแมร์ ไทมส์ รายงานว่า นายอุเอโนะ อัตสึชิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชา กล่าวว่า การปิดพรมแดนระหว่างกัมพูชาและไทยอย่างต่อเนื่องนั้น ส่งผลกระทบต่อเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค โดยบริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินงานภายใต้โมเดล Thailand-Plus-One ต้องเผชิญกับต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนด้านโลจิสติกส์ ซึ่งการปิดพรมแดนเป็นเวลานานได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและสร้างความลำบากให้กับบริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจในกัมพูชา

นับตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นและนักลงทุนได้เรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาเปิดด่านชายแดนอีกครั้งเพื่อฟื้นฟูการค้า การปิดพรมแดนเนื่องมาจากความตึงเครียดตามแนวชายแดนที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนกลายเป็นการสู้รบทางทหารตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา และได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตญี่ปุ่น ทำให้เกิดความต้องการให้กลับมาเปิดการไหลเวียนของสินค้าเพื่อป้องกันการย้ายฐานการผลิต

นอกจากนี้ “นายอุเอโนะ อัตสึชิ” ได้กล่าวในการบรรยายเรื่อง “กัมพูชา-ญี่ปุ่นในโลกใหม่” ซึ่งจัดร่วมกันโดยศูนย์ศึกษาภูมิภาคกัมพูชาและสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชา ณ ศูนย์ความร่วมมือกัมพูชา-ญี่ปุ่น ว่า ความกังวลเกี่ยวกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนท่ามกลางความตึงเครียดบริเวณชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา การปิดพรมแดนระหว่างไทยและกัมพูชาทำให้ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทญี่ปุ่นเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่เข้ามาลงทุนในกัมพูชา เพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทาน และเราเรียกสถานการณ์นี้ว่า Thailand-Plus-One โดยบริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งที่มีโรงงานในประเทศไทยได้ย้ายส่วนหนึ่งของการผลิตไปยังกัมพูชาเพื่อลดต้นทุน ดังนั้น บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งที่ได้ตั้งโรงงานในประเทศไทยแล้ว แต่เนื่องจากค่าแรงหรือต้นทุนในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น บริษัทญี่ปุ่นบางแห่งจึงตัดสินใจย้ายการผลิตบางส่วนไปยังกัมพูชา โดยหวังว่าจะลดต้นทุนลง

การขนส่งทางบกระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับบริษัทเหล่านี้ และน่าเสียดายที่นับตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว เนื่องจากการปิดพรมแดนทางบก บริษัทเหล่านี้จึงประสบปัญหาอย่างหนักและมีต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น โดยบริษัทต่าง ๆ ถูกบังคับให้ใช้ทางเลือกที่มีต้นทุนสูงและซับซ้อน ดังนั้น บริษัทเหล่านี้จึงต้องกระจายเส้นทางการขนส่งจากกัมพูชาไปยังประเทศไทย โดยใช้เรือ หรือแม้แต่ทางอากาศ หรือบางครั้งก็ต้องใช้เส้นทางอ้อมที่ยาวมากจากประเทศไทย ไปยัง สปป.ลาว จากนั้นไปยังเวียดนาม และจากเวียดนามไปยังกัมพูชา

ขณะเดียวกัน นายอุเอโนะ อัตสึชิ ตระหนักถึงความละเอียดอ่อนของประเด็นนี้ โดยกล่าวว่า ตนเข้าใจดีว่าประเด็นการเปิดหรือปิดพรมแดนทางบกเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมากสำหรับทั้งชาวไทยและชาวกัมพูชา และเสริมว่าตนและเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกรุงเทพฯ จึงขอให้ทั้งรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือในการประชุมคณะกรรมการชายแดน

ทั้งนี้ แม้จะแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่ นายอุเอโนะ อัตสึชิ กล่าวว่า ตนค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับความคาดหวังที่ลดลงของนักลงทุนญี่ปุ่นในการลงทุนในกัมพูชา เนื่องจากการปิดพรมแดนทางบก แต่จนถึงขณะนี้ ผลกระทบยังค่อนข้างจำกัด แต่บริษัทต่าง ๆ กำลังปรับตัว“นักลงทุนชาวญี่ปุ่นในปัจจุบันพยายามคิดถึงความเป็นไปได้ของวิธีการที่ดีกว่า และเพิ่มเติมอีกหนึ่งอย่าง โดยชี้ไปที่เส้นทางจัดหาทางเลือกผ่านเวียดนามและการใช้การขนส่งทางทะเล ซึ่งจำนวนสมาชิกของสมาคมธุรกิจญี่ปุ่นในกัมพูชาเพิ่มขึ้นจาก 50 รายในปี 2553 เป็น 248 รายในปี 2568

โดยข้อมูลจากกรมศุลกากรและสรรพสามิต ระบุว่า การค้าระหว่างกัมพูชากับญี่ปุ่นเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2568 โดยเพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มูลค่าการค้าทวิภาคีรวมอยู่ที่ 2.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นระหว่างกัมพูชากับญี่ปุ่น

ขณะที่ท่าเรือสีหนุวิลล์ มีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่บริษัทต่าง ๆ หันมาใช้ระบบโลจิสติกส์ทางทะเล โดย นายอุเอโนะ อัตสึชิ ระบุว่า ญี่ปุ่นได้ให้การสนับสนุนการยกระดับและขยายขีดความสามารถของท่าเรือ ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติกัมพูชา รายงานว่า ปริมาณสินค้าและปริมาณตู้คอนเทนเนอร์เติบโตสูงขึ้นในช่วง 9 เดือนแรกของปีที่แล้ว ซึ่งบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งในภาคโลจิสติกส์ที่สำคัญของกัมพูชา

ในปี 2568 การค้าไทย-กัมพูชาเปลี่ยนไปสู่การขนส่งทางทะเลอย่างมาก เนื่องจากมีการปิดพรมแดนทางบกอันเป็นผลมาจากความตึงเครียดด้านความมั่นคง ส่งผลให้มูลค่าการค้าทวิภาคีลดลงเกือบ 15% เหลือประมาณ 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 1.1 แสนล้านบาท) ในขณะที่การค้าทางบกหยุดชะงัก การขนส่งทางทะเลจึงกลายเป็นทางเลือกที่สำคัญ แม้ว่าจะยังจำกัดอยู่บ้าง โดยสินค้าสำคัญส่วนใหญ่ขนส่งทางทะเลและผ่านทาง สปป.ลาว

นายอุเอโนะ อัตสึชิ กล่าวถึงบทบาททางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในกัมพูชา โดยระบุว่า มีบริษัทญี่ปุ่นประมาณ 500 แห่งที่ดำเนินธุรกิจในกัมพูชา รวมถึงการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งญี่ปุ่นยังคงเป็นพันธมิตรด้านการพัฒนาชั้นนำ โดยได้ให้ทุนสนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น สะพานเนียกเลือง ซึ่งเชื่อมจังหวัดกันดาลกับเมืองเนียกเลืองในจังหวัดเปรยเวง และถนนหมายเลข 5 และเมื่อเร็ว ๆ นี้ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้บริจาครายใหญ่เป็นอันดับสองของกัมพูชาอีกด้วย

สุดท้ายนี้ นายอุเอโนะ อัตสึชิ กล่าวว่า ญี่ปุ่นเชื่อว่าความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัมพูชาและไทยมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคนี้ ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างสูงสุดและแสวงหาทางออกอย่างสันติผ่านการเจรจามาโดยตลอด ซึ่งญี่ปุ่นได้ใมอบเงินช่วยเหลือฉุกเฉินแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งบริเวณชายแดนในทั้งสองประเทศ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง