"ประชาธิปัตย์" ปิดปราศรัยใหญ่ ทางรอดที่ปลอดภัยไว้ใจอภิสิทธิ์ บอก ไม่ได้ขอคะแนนให้ตัวเอง แต่ขอให้ประเทศ เหน็บทุกพรรค ยก 5 จุดตายของประเทศ ทุจริต-ทุนเทา เศรษฐกิจโตต่ำ เหลื่อมล้ำ การเมืองปลุกเร้า ปัญหาชายแดน ถูกปิดได้ด้วยทางรอดปลอดภัย
6 กุมภาพันธ์ 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นปิดท้ายเวทีปราศรัย "ทางรอดที่ปลอดภัยไว้ใจอภิสิทธิ์" เริ่มต้นด้วยการเปิดวีทีอาร์ย้อนประวัติทางการเมืองของนายอภิสิทธิ์ และเปิดตัวพร้อมเพลง "อภิสิทธิ์มาแล้ว" ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาจากผู้มาฟังการปราศรัยอย่างคึกคัก
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทุกท่านที่ติดตามการเมืองจะเห็นได้ว่าพวกเราเวลาลงพื้นที่จะมีประชาชนที่แสดงน้ำใจ ทั้งมอบพวงมาลัยมอบดอกไม้ แต่สำหรับตน ทุกช่อดอกไม้หรือพวงมาลัย หรือแม้กระทั่งรอยยิ้มที่ได้รับมีความหมายกับตนเสมอ ตนจึงต้องถือดอกไม้ช่อนี้ เพราะว่า นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ บอกว่า มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งที่ตั้งใจมามอบช่อดอกไม้นี้ให้กับตน แต่หาไม่เจอ ที่สำคัญคืออธิบายกับนายองอาจ ว่าช่อนี้ไม่ได้ซื้อมา แต่นั่งทำด้วยตัวเอง เพื่อตั้งใจจะมามอบให้ ตนก็ไม่ทราบว่าเจ้าของดอกไม้อยู่ตรงไหน ทำให้หญิงรายดังกล่าว เดินไปหานายอภิสิทธิ์ ที่ด้านหน้าเวทีพร้อมสวมกอด พร้อมระบุ มีสุภาพบุรุษท่านหนึ่งมอบนกฟีนิกซ์สีฟ้า พับมา 3 ตัวให้ตน กับนายกรณ์ จาติกวณิช และนางการดี เลียวไพโรจน์ คนละ 1 ตัว ซึ่งนกสีฟ้าพับจากแบงค์ 50 ตนจึงคิดในใจว่า โชคดี ที่ไม่ไปมอบให้พรรคสีเทา
นายอภิสิทธิ์ ยังขอบคุณที่ทำให้การเดินทางของพรรคประชาธิปัตย์มาถึงจุดนี้ เพราะสมาชิกไว้วางใจตนและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ คือผู้ที่เปิดประตูให้เราสามารถเดินเข้ามา และเดินทางมาถึงจุดนี้ พร้อมขอบคุณกรรมการบริหารพรรคหลายคน และเพื่อนหลายคนที่ตัดสินใจ มาทำงานกับตน รวมถึงกรรมการบริหารพรรคหลายคน ที่วันนั้นต้องตัดสินใจในภาวะที่คนเขาสบประมาทว่า พรรคนี้ไม่เหลืออนาคตแล้ว ตัดสินใจอย่างกล้าหาญมายืนเคียงข้าง ทำงานหนัก เพื่อที่จะตั้งต้นให้พรรคเข้าสู่สนามการเลือกตั้งและแข่งขันได้ ทุกวันต้องฟังคำสั่งจากนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรค ว่าแต่ละวันต้องไปปรากฏตัวที่ใด จนกระทั่งถือกา 2 ใบให้ยกขึ้นมา ยอมรับว่าไม่ได้คิดว่าการเลือกตั้งจะมาเร็วถึงขนาดนี้ แต่ทุกคนพร้อม
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวอีกว่า เหนือสิ่งอื่นใดวันนี้ ตนและพรรคมาถึงตรงนี้ไม่ได้ถ้าคนรุ่นก่อนบรรพบุรุษของพรรค ที่สืบทอดอุดมการณ์ มาจนประชาชนขนานนามว่าเป็นสมบัติของพ่อเฒ่า เพราะตนเชื่อมั่นว่าคนใหม่ๆหลายคนที่ตัดสินใจเข้ามา และมาเจอกับประชาชนที่สนับสนุนอย่างมั่นคงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเขา นี่คือสถาบันการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ชัดเจนไม่มีใครเป็นเจ้าของ ขนาดมีมีรองหัวหน้าพรรคส่งข้อความถึงหัวหน้าพรรคว่า "คุณบ้ามาก"
นายอภิสิทธิ์ยังย้ำถึง ความผูกพันพี่น้องกับเราลึกซึ้งจริงๆตนก็ไม่เคยคาดคิด วันที่มีสุภาพบุรุษท่านหนึ่ง ผู้ใหญ่เกษียณอายุแล้วพบตนที่ดินแดง นำรูปมาให้ดูว่าตนเคยไปเป็นประธานแต่งงานตามคำเชิญของท่าน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติเจอสิ่งเหล่านี้บ่อย แต่จู่ๆ ท่าน ก็ กอด พร้อม ร้อง ไห้ แล้วพูด อะไร ไม่ ออก เป็น เวลา นาน เพื่อ ที่ จะ บอก ว่า ขอบคุณที่ตนกลับมาช่วยประชาธิปัตย์ ช่วยประเทศชาติ ทำให้ตนรู้สึก 2 อย่าง คือสิ่งที่เราทุ่มเทไปตลอดระยะเวลา 30 ปี คุ้มค่าแล้วสำหรับคนๆหนึ่ง และตนต้องแบบรับภาระความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง แต่ทำให้ตนมีกำลังใจ ตนถูกส่งให้ไปหาเสียงภาคใต้ 3 15 เวที ช่วงพักแวะปั๊มมีเด็กในร้านสะดวกซื้อวิ่งออกมาแล้วบอกว่าขอบคุณที่ทำให้ได้เรียนฟรี ทำให้หายเหนื่อยแล้วก็พร้อมที่จะต่อสู้ต่อไป
นายอภิสิทธิ์ ยังย้ำว่า ในอีก 2 วันข้างหน้าการตัดสินใจของประชาชนจะส่งผลสำคัญต่ออนาคตของพวกเราทุกคน และอนาคตของประเทศนี่คือเรื่องหลัก ตนไม่ขออ้อนขอคะแนนให้กับตน แต่ขออ้อนให้กับประเทศไทย และคนไทยทุกคน ประเทศไทยมาถึงจุดที่เรามีวิกฤตสารพัด จนกลายเป็นสิ่งที่คนกำลังมองว่าเป็นจุดตาย ของการพัฒนาประเทศ คือปัญหาทุจริตคอรัปชั่นและทุนเทา ไม่ได้พูดในเชิงนามธรรมเท่านั้น แต่ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศของเรา พร้อมยกตัวอย่างนักธุรกิจไม่กล้ามาลงทุนในประเทศไทย เพราะต้องจ่ายใต้โต๊ะ
จุดตายคือเรื่องปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่สามารถแข่งขันได้ เศรษฐกิจโต 1-2% ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ต่ำกว่าในอดีตมาก ซึ่งทุกคนยืนยันว่าศักยภาพของเราสูงกว่านี้แน่นอน ตอนแรกที่ตนกลับมาแสดงความคิดเห็น โครงการคนละครึ่งยืนยันว่าไม่ใช่การโจมตี เนื่องจากเมื่อหมดโครงการก็จะมีการเรียกร้องว่าเมื่อไหร่จะมีอีก และจะกระตุ้นเศรษฐกิจไปเรื่อยๆแล้วคิดว่าเศรษฐกิจวันหนึ่งจะเดินได้วิ่งได้เป็นไปไม่ได้
และจุดตายเรื่องการเมือง มีความพยายามปลุกเร้าสร้างการแข่งขันทางการเมืองผ่านการสร้างอารมณ์ เป็นไปได้อย่างไรวันนี้มีพรรคการเมืองมาชี้หน้าบอกว่าพรรคนี้รักชาติหรือพรรคนี้ไม่รักชาติ ตนอยากจะบอกคนพูดว่า ถ้ารักชาติจริงช่วยไปดูปัญหาการทุจริตในส่วนของพรรคท่านก่อน และอีกฝ่ายหนึ่ง ต้องไปดูเรื่องของความรู้สึกอึดอัดว่า ไปไม่ไหวแล้ว มาเสนอให้รื้อให้หมด หรือด้วยความโกรธแล้ว ชวนทุกคนมาทำสิ่งนี้ และในการรื้อ สร้างอารมณ์โกรธ ก็มักจะสร้าง ผู้ร้ายขึ้นมา จึงเกิดการด้อยค่ากองทัพและสถาบันหลักของชาติขึ้นมา ทั้งสองฝ่ายก็ทำทีประหัตประหารกันมาบอกว่าวันที่ 8 จะต้องเลือกข้างๆใดข้างหนึ่ง ประเทศไทยคนไทยควรจะมีทางเลือกที่ดีกว่านี้
ขณะที่จุดตายสุดท้ายคือปัญหา ที่เกิดขึ้นจากภายนอก ชายแดนไทยขณะนี้กัมพูชาทุกท่านทราบดี เกิดการปะทะสู้รบ ปีที่แล้วปีนี้ก็อยู่กันในภาวะที่ยังหวาดผวา กันอยู่ว่าจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ ชายแดนเมียนมา มีการสู้รบภายใน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในอนาคตระหว่างไทยและเมียนมา ชายแดนใต้ก็ยังไม่สงบ ขณะนี้ โลกกำลังอยู่ในภาวะที่มีความขัดแย้งสูง มหาอำนาจสหรัฐอเมริกาและจีน แข่งขันขับเคี่ยวกันและกำลังทำให้ประเทศต่างๆขนาดกลางและขนาดเล็กเป็นเบี้ยที่ถูกเดินอยู่บนกระดาน นี่คือสภาวะของประเทศในวันนี้ เราจะมาพูดถึงการเลือกตั้งที่จะกำลังจะกำหนดอนาคตของประเทศ โดยแข่งขันกันเรื่องเก่าๆหรือ ใครจะแจกเงินมากกว่ากัน ใครจะสามารถปลุกเร้าอารมณ์ให้เกิดอารมณ์ร่วม ให้มาเป็นพวก และต่อสู้ได้มากกว่ากัน นี่คือเหตุผลที่ตน กลับมา และสิ่งที่ตนพูดกับทุกคนว่าตัดสินใจกลับมาคือมีหน้าที่สร้างทางเลือกที่ดีให้กับประเทศ ขณะนี้เห็นได้ชัดว่า ถ้าวิกฤตแบบนี้ มันไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่มันเป็นทางรอด ปัญหาเหล่านี้ว่าหนักหน่วง ก็ยังเชื่อเสมอว่าแก้ไขได้ และเป็นสิ่งที่ตนได้ต่อสู้มาเกือบตลอดชีวิต
ตนพูดเรื่องทุจริตคอรัปชั่น หากย้อนดูคลิปในอดีต ตนยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต จึงอยู่พรรคประชาธิปัตย์และต่อสู้กับเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง วันที่เป็นนายกรัฐมนตรี ตนถูกถามว่ารัฐบาลของตนจะมีการทุจริตคอรัปชั่นหรือไม่ ตนตอบตรงไปตรงมาว่าไม่กล้าพูดว่าจะไม่มี แต่เชื่ออย่างหนึ่งถ้ามีตนจัดการไม่ละเลย และจนถึงวันนี้ ตนก็มั่นใจว่าเป็นรัฐบาลเดียวที่วางมาตรฐานชัดมาก ว่าเพียงแค่รัฐมนตรีมีข้อสงสัยเราขอให้ลาออกไปก่อน แม้ว่าหลายคนคงอาจจะรู้ในใจว่าเขาไม่ได้ผิด เราพยายามสร้างบรรทัดฐานเหล่านี้ ให้เห็นว่านี่คือสิ่งที่จะรักษาศรัทธาในระบบการเมืองและความเป็นบรรทัดฐานไว้เพื่อยกระดับความซื่อสัตย์สุจริต
โดยช่วงหนึ่งนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การที่ตนประกาศไม่ร่วมงานทางการเมือง ตนไม่ได้ตัดสินใจจากความเชื่อของตนเอง แต่เอาประวัติเอาคำพิพากษาในบางคดีในต่างประเทศมาดูกับการชี้แจงแล้วชัดเจน ว่ามาตรฐานแบบนี้เป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์คงยอมรับไม่ได้ หลายคนมาถามว่าจำเป็นต้องพูดหรือไม่ ตนเชื่ออย่างหนึ่งว่า อยู่การเมืองมานานเชื่อว่าคนอย่างน้อยๆ 99% ในประเทศ คิดอยู่ในใจอยู่แล้วว่าสิ่งที่ตนพูดนั้นคือสิ่งที่ควรจะต้องทำ แล้วทำไมวันนี้ พรรคการเมืองที่ดูจะประกาศว่ารักชาติกว่าคนอื่น ยังไม่กล้าประกาศที่จะจัดการกับเรื่องนี้ แบบเดียวกับตน ก็เห็นอยู่แล้วว่าทั่วโลกเขาบอกว่าเราจัดการเรื่องนี้ช้ากว่าที่อื่น ทั้งๆที่ การหลอกลวงเกิดขึ้นอยู่รอบๆประเทศเรา และเงินที่เรามาได้ก็ไหลเข้ามาเพื่อฟอกในประเทศเราเป็นส่วนใหญ่ แต่เราช้ากว่าคนอื่น คือความกังวลเกรงอก เกรงใจกันแล้วเราจะปล่อยให้เป็นสภาพอย่างนี้ได้อย่างไรประชาธิปัตย์จึงประกาศเด็ดขาดว่าไม่เอา
และยังมีอีกพรรคไปนอนคิด 1 คืนแล้วพูดตามตน แล้วก็พูดตามตนเช่นเดียวกันว่าสำหรับเขามาตรฐานความรับผิดชอบทางการเมืองต้องสูงกว่ามาตรฐานความรับผิดชอบทางกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนพูดและปฏิบัติมาในช่วงเป็นนายกรัฐมนตรี เขาก็ยืนยันว่า ถ้ามีเรื่องนี้เกิดขึ้นกับคนของเขา เขาก็จัดการ ตนก็ดีใจหากเขาทำเช่นนั้น แต่ไม่สามารถตอบคำถามบนเวทีดีเบตของตนได้ว่า แล้วเวลาคนอื่นเป็น คุณจะจัดการหรือไม่ เพราะตนเห็นบทบาทในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งๆที่เป็นฝ่ายตรวจสอบทำไมเรื่องชั้น 14 คลิป Uncle และทุกคดีหรือทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากปัญหาทางจริยธรรม เขาถึงบอกว่ามันเป็นเรื่องนิติสงคราม ตนไม่ได้บอกว่าตนเห็นด้วย กับบทบัญญัติทางกฎหมายที่มีอยู่ ตนก็อยากจะแก้ไข แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้าคุณเห็นจริงๆ ว่ามีการกระทำผิด และคุณจะไม่ดำเนินการเพียง เพราะคุณอ้างว่ากระบวนการมันใช้ไม่ได้ ความต่างอยู่ตรงนี้ ตนจึงบอกว่าอยากจะมีทางรอดที่ปลอดภัย ปลอดภัยจากการโกง ต้องเอาคนที่ยึดถือเรื่องนี้อย่างจริงจังและพร้อมที่จะพูดความจริงและพร้อมจะต่อสู้กับทุกเวที
ส่วนเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ เป็นไปไม่ได้ที่จะ มีนโยบายเพียง 8 ข้อ มีนโยบายมากแล้วเพ้อฝัน มีนโยบายน้อย แล้วไม่ทำจริง ตนเห็นบางเรื่องพูดแล้วไม่ทำ บางเรื่องพูดและทำพลัส อย่างกัญชาทางการแพทย์และกัญชาเสรี ประเด็นอยู่ที่ว่าวันนี้เศรษฐกิจต้องผ่าตัดใหญ่ และต้องมีแผนที่โปร่งใส ให้ประชาชนตรวจสอบ ที่เขาให้ส่งนโยบายให้ กกต.ไม่ใช่เรื่องสนุก แต่เป็นกระบวนการ ที่บอกว่าเวลาที่คุณไปหาเสียงเป็นนโยบายจริงๆหรือไม่ เพราะที่เขียนแค่ 2 หน้าแต่เวลาไปปราศัยภาคใต้พูดโครงการสารพัด แต่ไม่ปรากฏในนโยบาย สรุปจะทำหรือไม่ บอกจะทำแล นด์บริด ไม่รู้จะทำอย่างไร อยากจะถามท่าน(อนุทิน ) ก็ไม่ยอมมาดีเบตเสียที ทำได้หรือไม่ได้ ในส่วนของพวกเรา ตนก็กังวลอยู่เหมือนกัน ตนยืนยันว่าไม่เพียงแต่ตัวบุคคลที่จะทำ แต่นโยบายทั้งหมดที่ทำ ตรวจสอบอย่างละเอียด ขอบคุณทุกคน แต่มั่นใจได้ว่าทุกคนที่จะเข้าไปบริหารของพรรคประชาธิปัตย์ รู้แล้วว่าจะต้องทำอะไร ให้ประเทศไทยรอดจากความจน
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่า หากจะผูกขาดความรักชาติ ก็จะทำให้เกิดกรณีที่ในที่สุดจะมีคนชังชาติ ซึ่งความจริงไม่ได้ชังชาติ แต่ชังชาติเพราะชาติถูกเอาไปอ้างโดยคนที่ทำอะไรไม่ดี มันไม่ได้แก้ปัญหาอะไรในระยะยาว และอีกฝ่ายที่ตนพูด ที่มาพูดถึงกันรื้อทุกสิ่งทุกอย่าง เอาความไม่พอใจ มาแปลงเป็นทุนทางการเมือง เพื่อที่จะบอกเพียงแค่ว่าต้องเปลี่ยน ต้องรื้อดียิ่งกว่านั้นชี้นิ้วไปที่ผู้ร้าย ตนทำงานทางการเมืองมา 30 ปี เคยมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างมาหลายเรื่อง เศรษฐกิจประชาธิปัตย์เคยปรับโครงสร้าง มีคนได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ลำพังเพียงการปลุกเร้าให้เกิดความไม่พอใจแล้วบอกว่ารื้อจะไม่ยั่งยืน การปฏิรูปการเปลี่ยนจะต้องมีศีลธรรม การปฏิรูปที่จะยั่งยืนคือต้องดึงคนให้เข้าใจและมีส่วนร่วมและยอมรับว่าต้องเปลี่ยนแปลงแล้วและไปด้วยกัน ไม่ใช่มาบอกว่าฉันจะเป็นคนเดียวที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้คนอื่นแก่โง่จน