คนร้ายบุกกราดยิงหน้ามัสยิดแห่งหนึ่งในกรุงอิสลามาบัด ก่อนจุดชนวนระเบิดฆ่าตัวตาย ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 30 คน นับเป็นเหตุโจมตีที่นองเลือดที่สุดในรอบกว่า 10 ปี ในเมืองหลวงของปากีสถาน
วานนี้ (6 ก.พ.) เกิดเหตุคนร้ายบุกโจมตีด้วยการกราดยิงที่หน้ามัสยิดคาดิจา ตุล กุบรา อิมัมบาร์กาห์ (Khadija Tul Kubra Imambargah) ซึ่งเป็นมัสยิดของชาวมุสลิมนิกายชีอะฮ์ (Shi'ite) บริเวณชานกรุงอิสลามาบัด ของปากีสถาน ก่อนบุกเข้าไปภายในมัสยิดและก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตาย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 31 คน บาดเจ็บอีกกว่า 170 คน นับเป็นเหตุโจมตีที่นองเลือดที่สุดในรอบมากกว่า 10 ปี ในเมืองหลวงของปากีสถาน ขณะที่ กลุ่มรัฐอิสลาม หรือ ไอเอส (Islamic State) ออกมาอ้างว่าอยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีครั้งนี้แล้วผ่านทางเทเลแกรม (Telegram)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมปากีสถานเปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุมีประวัติเดินทางไปอัฟกานิสถาน พร้อมกล่าวหาว่าอินเดียให้การสนับสนุนการโจมตีครั้งนี้ แต่ไม่ได้แสดงหลักฐานอ้างอิงใดใด ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของอินเดียออกมาประณามเหตุโจมตี และปฏิเสธข้อกล่าวหาของปากีสถานแล้ว โดยระบุว่า "ไม่มีมูลความจริง"
ด้านกระทรวงการต่างประเทศของอัฟกานิสถาน ก็ออกมาประณามการโจมตีดังกล่าวแล้วเช่นกัน พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าให้ที่หลบภัยแก่กลุ่มติดอาวุธที่ก่อเหตุโจมตีในปากีสถาน
ทั้งนี้ ชาวมุสิลิมนิกายชีอะฮ์ ถือเป็นคนกลุ่มน้อยในจำนวนประชากรราว 241 ล้านคนของปากีสถาน ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนี (Sunni) และที่ผ่านมามักตกเป็นเป้าหมายต่อความรุนแรงทางศาสนา ทั้งจากกลุ่มรัฐอิสลาม และกลุ่มเตห์ริก-อี-ตาลีบัน ปากีสถาน (TTP)