อาจารย์รัฐศาสตร์ มช. วิเคราะห์เหตุ พท. แพ้ราบคาบ จ.เชียงใหม่ ทำการเมืองแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ จุดยืนไม่ชัดเจน ตระบัดสัตย์ข้ามขั้วจัดตั้งรัฐบาล ไม่มีผลงานโดดเด่น ส่วน กธ.ยุทธศาสตร์ชัดเจน ตอบสนองปัญหาของ ปชช. ได้ทันที
เพื่อไทยแพ้ราบคาบ เลือกตั้ง 69 จังหวัดเชียงใหม่ วันนี้ (9 ก.พ.69) ผศ.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาการเมืองและการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิเคราะห์สาเหตุที่สนามเลือกตั้งเชียงใหม่พรรคเพื่อไทยแพ้ราบ โดยมองว่า พรรคเพื่อไทยไม่ชัดเจนในจุดยืนของตัวเอง ว่าจะทำการเมืองแบบเก่าแบบพรรคกล้าธรรม หรือจะเปลี่ยนตัวเองไปทำการเมืองแบบใหม่ที่เน้นอุดมการณ์ เหมือนพรรคประชาชน เรียกว่าทำการเมืองแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ทำให้พรรคเพื่อไทยกลายเป็นพรรคอันดับ 3 ในการเลือกตั้งครั้งนี้
นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องของตัวผู้สมัคร แม้จะเฟ้นหาผู้ที่มีความรู้ความสามารถ แต่หากเทียบกับพรรคกล้าธรรมที่เลือกเอาคนที่มีฐานเดิมอยู่แล้ว โดยเฉพาะคนที่มีฐานการเมืองในระดับท้องถิ่นและมีความพร้อมส่วนบุคคลในการแข่งขัน จึงน่าจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยยังมีโอกาสจะกลับมาได้อีกหรือไม่ ผศ.ณัฐกร มองว่านาทีนี้น่าจะเป็นเรื่องยาก เพราะแม้จะประกาศยกเครื่องใหม่ด้วยการส่งผู้สมัครโปรไฟล์ดีมาลงสนามสู้ศึก แต่ปรากฏว่าคนก็ยังไม่เลือก แม้กระทั่งให้ ดร.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่เกิดเชียงใหม่และเป็นหลานสายตรงกับอดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร ลงพื้นที่อู้กำเมืองหาเสียงที่เชียงใหม่หลายครั้งหวังดึงคะแนนแฟนคลับเก่าที่เคยประทับใจจากนโยบายความสำเร็จในยุคทักษิณ แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ
ผศ. ณัฐกร ยอมรับว่า รู้สึกแปลกใจกับผลที่ออกมา โดยเฉพาะเขต 10 ที่มีนางสาวศรีโสภา โกฏคำลือ ผู้สมัครจากเพื่อไทยเป็นเจ้าของพื้นที่ มีฐานแน่นที่เรียกว่าพรรคอื่นเจาะยากมาก แต่สุดท้ายกลับพ่ายแพ้ให้กับนายนรพล ตันติมนตรี อดีต สส.พื้นที่นี้เมื่อเกือบสิบปีก่อน ที่ครั้งนี้ลงสมัครในพรรคกล้าธรรม แสดงให้เห็นว่าเชียงใหม่เปิดกว้างสำหรับทุกพรรคแล้ว
เมื่อถามว่าผลเลือกตั้งที่ออกมาแบบนี้ เป็นเพราะคนขาดความเชื่อมั่นในนโยบายของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ผศ.ดร.ณัฐกร บอกว่ามองได้หลายอย่าง ทั้ง การตระบัดสัตย์ข้ามขั้วจัดตั้งรัฐบาล และ ไม่มีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ เนื่องจากไม่ได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากเหมือนกับยุคทักษิณ เลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่มีผลงานอะไรมาขาย
ส่วนกรณีพรรคกล้าธรรมที่กลายเป็นม้ามืด ชนะได้ถึง 4 เขต อาจารย์ณัฐกร มองว่า เป็นเพราะพรรคกล้าธรรมมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะการคัดเลือกตัวผู้สมัครที่อยู่ในพื้นที่และตอบสนองปัญหาของประชาชนได้ทันที มีเป้าหมายไปที่พื้นที่อำเภอห่างไกลจากตัวเมือง นี่เป็นสิ่งที่ทำให้พรรคกล้าธรรมประสบความสำเร็จ