นักวิชาการชาวกัมพูชา ชี้การที่พรรคภูมิจำไทยของ “นายอนุทิน” ชนะเลือกตั้ง 2569 สะท้อนให้ว่า คนไทยจำนวนมากสนับสนุนให้รุกรานทางทหารต่อกัมพูชา
วันนี้ (11 ก.พ. 69) สำนักข่าว ขแมร์ ไทมส์ รายงานว่า จากการที่พรรค “ภูมิใจไทย” ซึ่งนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกุล รักษาการนายกรัฐมนตรีของไทย เป็นฝ่ายที่ชนะเลือกตั้งอันดับ 1 แลนด์สไลด์ ของไทย เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงกระแสชาตินิยมที่เข้มแข็งในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทย ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อกัมพูชา แม้จะมีรายงานว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เป็นที่นิยมในช่วงก่อนการเลือกตั้ง แต่พรรคภูมิใจไทยก็เป็นฝ่ายที่เตรียมจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดต่อไปของประเทศไทย หลังจากได้รับที่นั่งมากที่สุดในการเลือกตั้งทั่วไป โดยเมื่อวานนี้ พรรคภูมิใจไทยได้รับ 193 ที่นั่ง ขณะที่พรรคประชาชนได้ 118 ที่นั่ง
โดยทั่วไปแล้วพรรคภูมิใจไทยถูกมองว่าเป็นพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งหาเสียงด้วยนโยบายต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันมากมาย รวมถึงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง, การคาดการณ์การเติบโตของ GDP ที่ต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน, ความไม่แน่นอนที่เชื่อมโยงกับนโยบายภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นอีกครั้งตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา
ก่อนหน้านี้ นายอนุทินและพรรคพวกมีบทบาทสำคัญในการปะทะกันตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา เมื่อเวลา 21 ธันวาคมที่ผ่านมา และอ้างว่าไทยยึดครองดินแดนกัมพูชาอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับทิศทางของความขัดแย้งในอนาคต
โดย นายอนุทิน ได้ประกาศสั่งการให้หน่วยงานรัฐบาลไทย เริ่มกระบวนการเพิกถอนบันทึกความเข้าใจฉบับที่ 44 หรือ MOU 44 ซึ่งเกี่ยวข้องกับพื้นที่พิพาททางทะเลระหว่าง ไทย-กัมพูชา รวมถึงสิทธิในไหล่ทวีปและแหล่งแร่และเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งทั้งสองประเทศลงนามใน MOU 44 แม้ว่าการยกเลิกจะไม่เกิดขึ้นทันทีภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน แต่จะมีขั้นตอนเตรียมการสำหรับการยกเลิก ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่นายอนุทินใช้หาเสียงเลือกตั้ง
ทาง นายคิน เพีย ผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ราชบัณฑิตยสภากัมพูชา กล่าวว่า ความสำเร็จในการเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทยแสดงให้เห็นว่าคนไทยจำนวนมากสนับสนุนการรุกรานทางทหารของไทยต่อกัมพูชา โดยระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง นายอนุทิน และผู้สมัครคนอื่น ๆ จากพรรคภูมิใจไทย ได้ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงเกี่ยวกับการทำสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งผลการเลือกตั้งเผยให้เห็นแนวโน้มว่าประชาชนชาวไทยสนับสนุนสงครามกับกัมพูชา
นอกจากนี้ นายคิน เพีย ยังกล่าวว่า เราไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ที่จะเกิดการปะทะทางทหารระหว่างกัมพูชาและไทยรอบที่ 3 ได้ อย่างไรก็ตาม หาก นายอนุทิน ยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยต่อไป และเลือกทางเลือกนี้ นายอนุทินจะนำปัญหามาสู่ประเทศมากขึ้นอย่างแน่นอน รวมถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจและความอับอายทางการทูต จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและประชาชนกัมพูชา รักษาความเป็นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ที่เป็นไปได้ในอนาคต พร้อมทั้งเสริมสร้างการพึ่งพาตนเองและความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจ
ขณะที่ นายยูก ชาง ผู้อำนวยการศูนย์เอกสารกัมพูชา กล่าวว่า ในทางกลับกัน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะกำหนดผลการเลือกตั้งของไทย ความขัดแย้งบริเวณชายแดนเป็นทั้งปัจจัยขับเคลื่อนและผลพวง ของการต่อสู้ภายในระหว่างกลุ่มการเมืองและความคิดเห็นที่แตกต่างกันของไทยเกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทย และกัมพูชาจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ที่หลากหลายมิติ โดยแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่รอบคอบและแรงกดดันที่หนักแน่นในทุกด้านของการปกครอง ตั้งแต่การเมืองและการทูต ไปจนถึงเศรษฐกิจ การทหาร และสังคมวัฒนธรรม
นอกจากนี้ นายยูก ชาง ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยต้องการแสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งนี้เป็นเพียงข้อพิพาทเล็กน้อยที่เกิดขึ้นจากฝ่ายกัมพูชา โดยยกตัวอย่างเช่น กับดักระเบิด, การปะทะ และเหตุการณ์อื่น ๆ ที่พวกเขาเห็นว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ และแงว่า ปัจจุบันกองทัพไทยกำลังยึดครองพื้นที่ 14 แห่งของกัมพูชา ซึ่งเป็นการละเมิดเจตนารมณ์ของข้อตกลงหยุดยิง และมุมมองเกี่ยวกับความขัดแย้งนี้คือ มันเป็นการต่อสู้ภายในของไทยที่นำไปสู่การใช้ประโยชน์จากความตึงเครียดทางประวัติศาสตร์ที่คุกรุ่นมานานระหว่างไทยกับกัมพูชา เพื่อสร้างความสามัคคีในชาติภายใต้กรอบวาระทางการเมืองหรืออุดมการณ์ ดังนั้น การเลือกตั้งของไทยจึงเป็นก้าวสำคัญในความขัดแย้งนี้ แต่น่าเสียดายที่มันไม่ใช่จุดจบ
ทั้งนี้ ข้อพิพาทระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อมาหลายชั่วอายุคนเกี่ยวกับพรมแดนและประวัติศาสตร์นั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วย การเลือกตั้ง หรือแม้แต่ข้อตกลงสันติภาพ และกัมพูชาต้องเตรียมพร้อมด้วยกลยุทธ์หลายมิติที่ครอบคลุมหลายชั่วอายุคน