สนามข่าวเสาร์-อาทิตย์ - ประเด็นใหญ่เมื่อวานนี้ คือความกังวลเกี่ยวกับบาร์โคด และคิวอาร์โคด ที่อยู่บนบัตรเลือกตั้งทั้ง สส.แบ่งเขต และ สส.บัญชีรายชื่อ แต่ กกต. ยืนยันใช้ตรวจสอบและติดตามบัตรเลือกตั้ง ป้องกันปลอมแปลงและบัตรเขย่ง ระบุ สแกนได้เพียงเลขบัตร ไม่สามารถรู้ว่าผู้มีสิทธิเลือกใคร หรือกาเบอร์ใด
เรื่องนี้เกิดจากมีคนตั้งข้อสังเกตว่า ในบัตรเลือกตั้งสีชมพู ที่ให้เลือก สส.บัญชีรายชื่อ มีบาร์โคด เมื่อสแกนดูพบข้อมูลรูปแบบคล้ายคลึงกับเลขบัตรเลือกตั้ง ที่ปรากฎบนต้นขั้ว จึงมีความกังวลว่า อาจจะใช้เชื่อมโยงถึงตัวตนผู้มีสิทธิลงคะแนน และไม่ใช่แค่บัตรเลือกตั้งสีชมพู เพราะบัตรเลือกตั้งสีเขียว ที่เลือก สส.เขต ก็ปรากฎว่ามีคิวอาร์โคด อยู่ในบัตรเลือกตั้งเช่นกัน
นาวาอากาศตรี ศิธา ทิวารี อดีตสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย โพสต์ชี้ว่า หากบัตรทุกใบสามารถสแกนบาร์โคด ตรวจสอบย้อนหลังได้จนถึงต้นขั้วที่มีรายชื่อว่า ใครเป็นผู้ลงคะแนน งานช้างเข้าเต็ม ๆ ตัวใหญ่ขนาดนี้ จะมุดออกรูไหน ยังนึกไม่ออกเลย
ส่วนคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ระบุว่า ถ้าเป็นจริง กกต.ต้องติดคุก กรณี กกต.ทำ Barcode และ QR Code ติดไว้บนบัตรเลือกตั้ง ส่อทำผิดรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรง
ขณะที่ นายภัทรพงษ์ สุภัสสร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ เดินทางไปยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง นำไปสู่การส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งเป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่
จากกรณีที่ กกต.จัดพิมพ์บาร์โคดกำกับไว้ในบัตรเลือกตั้ง ทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้จะต้องเป็นโมฆะ
กกต.ตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงประเด็นนี้ โดย นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง บอกว่า การกำหนดบาร์โคด และคิวอาร์โคด บนบัตรเลือกตั้ง เป็นส่วนหนึ่งในหลายมาตรการป้องกันการปลอมแปลง
และยังเป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังว่า พิมพ์เกินกว่ากำหนดหรือไม่ แก้ปัญหาบัตรเขย่ง และเมื่อแจกจ่ายบัตรไปแล้ว หากมีบัตรเล็ดลอดไปข้างนอก ก็สามารถตรวจสอบได้
นายวรพงศ์ ยอมรับว่า บาร์โคดนี้ เวลานำไปสแกน สามารถระบุได้จนถึงเลขที่บัตรเลือกตั้ง แต่ยืนยันว่าไม่มีโอกาสที่คนอื่นจะรู้ว่า ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงคะแนนให้กับผู้สมัครพรรคการเมืองใด แม้มีภาพถ่ายบัตรเลือกตั้งติดคิวอาร์โคด ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าบัตรใบนั้น ผู้ใดเป็นคนลงคะแนน
ว่าที่ร้อยตรี ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ชี้แจงอีกว่า ขณะนี้ต้นขั้วกับบัตรเลือกตั้งแยกออกจากกัน ไม่มีใครสามารถนำต้นขั้ว และบัตรเลือกตั้งที่จัดเก็บแล้วมาสแกนดูว่าบัตรเลือกตั้งใบนั้น ใครเป็นคนเลือกใคร ยกเว้นจะมีการกระทำความผิดหรือฝ่าฝืนกฎหมายจริง ๆ ก็จะพิจารณาตามข้อเท็จจริง
นายวรพงศ์ ย้ำว่าการรักษาความปลอดภัยของหีบบัตร ต้นขั้วบัตรต่าง ๆ มีกระบวนการจัดเก็บอย่างรัดกุม แยกเก็บกันอย่างเป็นสัดส่วน มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่ มั่นใจว่าบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนไปแล้วเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ไม่สามารถสืบทราบได้ว่าผู้ใดลงคะแนนให้กับผู้สมัคร และพรรคการเมืองใดแน่นอน