สำนักงาน ป.ป.ท. ร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง ตรวจสอบที่พักสงฆ์ ใน จ.สระบุรี รุกที่ ส.ป.ก. ป่าไม้ กว่า 2 พันไร่ ขายให้ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมได้พักอาศัย ราคาหลังละ 500,000 บาท
วันนี้ ( 18 ก.พ.69 ) สำนักงาน ป.ป.ท. ร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง , เจ้าหน้าที่ป่าไม้ , สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสระบุรี และสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระบุรี นำหมายค้นศาลจังหวัดสระบุรี เข้าตรวจค้น ภายในวัดป่าชนะใจ เพื่อตรวจสอบเอกสารสิทธิ์การถือครอง ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ของทางวัดและสถานปฏิบัติธรรม ในเครือ รวม 4 จุด หลังเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. เข้าแจ้งความต่อ ปทส.ว่า มีกลุ่มพระสงฆ์ ทำการบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก โดยไม่ได้รับอนุญาต และกว้านซื้อที่ดิน ส.ป.ก.จากชาวบ้าน เนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ พร้อมชักชวนประชาชนผ่านช่องทาง Social Media ให้บริจาคเงินสร้างถนนเข้าวัด ร่วมซื้อกุฏิถวายพระ และยังไลฟ์ชักชวน พุทธศาสนิกชน ซื้อบ้านพัก สไตล์ญี่ปุ่น เพื่ออยู่ปฏิบัติธรรมที่วัด หลังละ 5 แสนบาท
โดยจุดแรก เป็นที่ทำการวัดป่าชนะใจ ตั้งอยู่ในเขต พื้นที่ สปก.เนื้อที่ 13 ไร่ เดิมทีพื้นที่ดินแปลงนี้ มีผู้ครอบครองสิทธิ์ทำกิน แต่ภายหลังผู้ครอบครองไม่ได้เข้าไปทำประโยชน์ ทางวัดจึงเข้าถือครอง ก่อสร้างอาคารประมาณ 10 หลัง ซึ่งวันนี้เจ้าหน้าที่สำนักพุทธศาสนา ได้ทำการตรวจใบสุทธิ บัตรประจำตัวพระสงฆ์ ภายในวัดทั้งหมด โดยเชิญเจ้าคณะตำบลเข้ามารับทราบ พฤติกรรมพระในวัด ที่บุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก.โดยไม่ได้รับอนุญาต
จุดที่ 2 เป็นหมู่บ้านอาริยะ วัดป่าชนะใจ ซึ่งอยู่ระหว่างการแผ้วถางป่า ปรับแต่งพื้นที่ให้เรียบ แบ่งล็อกแต่ละพื้นที่ขึ้นโครงฐานเพื่อนำบ้านน็อกดาวมาติดตั้ง รวมถึงพบว่ามีการขึ้นเสาไฟฟ้า และติดตั้งระบบสาธารณูปโภคไว้พร้อม เตรียมพร้อมสำหรับการสร้างบ้านพัก ขายให้กับพุทธศาสนิกชน ที่จะเข้ามาปฏิบัติธรรมกับทางวัด โดยเสนอขายในราคา 5 แสนบาทต่อหลัง
จุดที่ 3 เป็นพุทธสถานรักษาใจนานาชาติ เป็นอีกจุดหนึ่ง ที่อยู่ระหว่างการ ปรับแต่งพื้นที่ โดยใช้เครื่องจักรหนัก อย่างรถแบ็กโฮ และรถสิบล้อ ขุดหลุม ถมดิน ตัดต้นไม้ เตรียมพื้นที่สำหรับก่อสร้างอาคารสถานปฎิบัติธรรมเพิ่มเติม
ส่วนจุดที่ 4 จุดสุดท้าย ชื่อ ผาชนะใจ จุดนี้มีสภาพเป็นเนินเขาสูง ที่พบร่องรอย การปรับแต่งพื้นที่ เตรียมสร้างพระประธานองค์ใหญ่ โดยปลูกต้นไทรขนาดใหญ่ และนำธงประจำวัดไปปักไว้ เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ขณะเดียวกันก็พบว่า ป้ายประกาศ ห้ามบุกรุกที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน มาติดไว้ด้วย
สำหรับการตรวจค้น ในครั้งนี้ มีเพียงทนายความพระ รวมถึงแม่ชี เข้ามาร่วม สังเกตการณ์ และก็ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ แต่ไม่พบครูบาชัยวัฒน์ ซึ่งทางทนายความอ้างว่า ครูบาชัยวัฒน์ เดินทางไปรับกิจนิมนต์ ที่ จ.อุบลราชธานี
ด้านตำรวจ ปทส. ยืนยันว่าจากการตรวจสอบ ในทางลับ และรวมถึงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ พบว่า วัดป่าชนะใจ ถือครอง ส.ป.ก. รวมทั้งสิ้น 13 แปลง เนื้อที่ รวมกว่า 2,000 ไร่ หลังจากนี้จะประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ส.ป.ก. และป่าไม้ เข้าแจ้งความเอาผิดกับผู้บุกรุก ซึ่งในกรณีของป่าชนะใจถือว่าไม่มีสิทธิ์ในการครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. โดยหลังจากที่มีการแจ้งความแล้ว จะมีการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ว่าเงินที่นำมาในการปรับแต่งพื้นที่ และก่อสร้าง มาจากที่ไหน นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบถึงขั้นตอนการขออนุญาต ติดตั้งระบบสาธารณูปโภคไม่ว่าจะเป็นเสาไฟฟ้า ระบบน้ำประปา ใครดำเนินการยื่นขอ ซึ่งวันนี้ในระหว่างที่เข้าตรวจค้นก็พบ บริษัทรับเหมา ได้เข้ามาติดตั้งเสาไฟฟ้าเพิ่มเติมด้วย
สำหรับวัดป่าชนะใจ ก่อตั้งเมื่อปี 66 มีการยื่นขอเปิดเป็นสำนักสงฆ์ ต่อสำนักพุทธศาสนาฯ เรื่อยมาแต่ ไม่ได้รับอนุญาตเนื่องจาก ไม่มีเอกสารสิทธิ์ครอบครองที่ดิน รวมถึงพบข้อพิรุธ ในเอกสารประชาคมหมู่บ้าน ซึ่งปัจจุบันสถานที่ดังกล่าว จึงเป็นเพียง ที่พักสงฆ์เท่านั้น โดยมีพระสงฆ์ มาอาศัยอยู่ 13 รูป เบื้องต้นทางสำนักงานพระพุทธศาสนา ได้ตรวจสอบแล้ว พบว่า เป็นพระที่มีต้นสังกัดในจังหวัดเลย และอุบลราชธานี เบื้องต้นได้ประสานไปยังสัดต้นสังกัดให้เรียดตัวกลับไปนอกจากนี้ ยังพบแม่ชีมาอาศัยอยู่ อีก 23 รูป และมีคนที่มารอบวชอีกหลายสิบคน
สำหรับครูบาชัยวัฒน์ ซึ่งอ้างเป็นหัวหน้าสงฆ์ ของที่พักสงฆ์แห่งนี้ ถือว่าเป็นพระรูปหนึ่ง มีการเลื่อนสมณศักดิ์ได้อย่างรวดเร็ว แม้จะเพิ่งบวชได้เพียง 2 พรรษา ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดเลย เมื่อปี 66 จากนั้นได้มาตั้งที่พักสงฆ์วัดป่าชนะใจแห่งนี้ และได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นครูบาชัยวัฒน์ ในปัจจุบัน
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ที่พักสงฆ์ดังกล่าว ถูกสร้างขึ้นสไตล์ญี่ปุ่น ผสมผสานแบบจีน ทั้งอาคารที่พัก บ้านน็อกดาว รวมถึงบรรยากาศ ซึ่งจากข้อมูลพบว่า ครูบาชัยวัฒน์ มีความชื่นชอบในวิถีแห่งเซน ของชาวญี่ปุ่น จึงนำมารวมกับวิถีพุทธแบบไทย