รอง ผบ.ตร. ย้ำ ไม่มีมาตรการเตือน หาก “เมาแล้วขับ” ดำเนินคดีทันที มีโทษปรับ-ติดคุก และศาลอาจสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ เตือน พวกไม่ยอมเป่าเท่ากับเมาแล้วขับ
วันนี้ (21 ก.พ.69) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำชับตำรวจจราจรทั่วประเทศบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะความผิดฐานเมาแล้วขับ ซึ่งจะไม่มีมาตรการตักเตือนก่อนปรับ หากตรวจพบจะดำเนินคดีทันที กรณีตัวอย่าง วานนี้ มีผู้ขับขี่รถยนต์รายหนึ่งมีพฤติกรรมมึนเมา ปฏิเสธการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ พยายามหลบหนี และทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ก่อนถูกควบคุมตัวและตรวจพบปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายสูงถึง 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดหลายฐานตามกฎหมาย และได้ดำเนินคดีตามขั้นตอนแล้ว
สำหรับโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดว่า ผู้ขับขี่ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนด มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสามารถสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ได้ หากก่อเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือถึงแก่ความตาย โทษจะเพิ่มสูงขึ้น โดยอาจจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
ในกรณีกระทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับตั้งแต่ 50,000 – 100,000 บาท พร้อมทั้งสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ หากผู้ขับขี่ปฏิเสธการเป่าตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นการขับรถในขณะมึนเมา และมีโทษเช่นเดียวกับเมาแล้วขับ อีกทั้งอาจมีความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานเพิ่มเติม