ทนาย แจงปมรุกที่หลวง 2,000 ไร่ เพราะสถานปฏิบัติธรรมยังไม่จดเป็นวัด ที่ดินยังชื่อเจ้าของเดิม เหตุเร่งสร้างที่พัก พระ-ชี จะได้มีที่พัก ด้านพระเลขาครูบาชัยวัฒน์ ยัน พร้อมปฏิบัติตามวัดต้นสังกัด หากเรียกกลับรายงานตัว
จากกรณีเจ้าหน้าที่สนธิกำลัง 7 หน่วยงาน นำหมายค้น บุกตรวจสอบสถานปฏิบัติธรรมวัดป่าชนะใจ ที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี หลังพบว่ามีการบุกรุกพื้นที่หลวง กว่า 2,000 ไร่ ล่าสุดวันนี้ ( 21 ก.พ. 69) สถานปฏิบัติธรรมฯ นัดแถลงชี้แจงกับประเด็นดังกล่าว โดย นายสรศักดิ์ มีชัย 1 ใน ทนายความ เผยว่า เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นทนายความได้มาประมาณ 2-3 วัน เบื้องต้นจากการตรวจสอบเอกสาร พบข้อมูลว่า พื้นที่ดังกล่าว มีสามี-ภรรยา เป็นคนในพื้นที่ มีธุรกิจโรงรับซื้อนมสด ได้ถวายที่ดิน และขอให้จัดตั้งเป็นวัด ปัจจุบันนี้พื้นที่นี้ยังไม่ได้มีการโอนมาให้วัด เพราะตอนนี้วัดเป็นเพียงสถานปฏิบัติธรรม ส่วนครูบาชัยวัฒน์ เพิ่งเข้ามาจำวัดได้ประมาณ 2 ปี
ก่อนหน้านี้ ยอมรับว่า สถานปฏิบัติธรรมดังกล่าว ไม่มีเจ้าหน้าที่ทางกฎหมาย และเพิ่งมาแต่งตั้งได้เพียง 2-3 วัน โดยตนได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “ทนายของวัด” และก่อนหน้านี้ทางมูลนิธิได้มีการทำยื่นเรื่องตามกฎหมายปฏิรูปที่ดิน เพื่อการเกษตรมาตรา 10 วรรค 5 ในการอนุญาตขอใช้ สปก. เพื่อทำบริการสาธารณะ เมื่อช่วงประมาณ 3 ปี แต่ลูกศิษย์ยังไม่มีใครมีความรู้กฎหมาย จึงทำให้ขาดความต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันนี้ได้มีการยื่นขอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า สำหรับประเด็นการขึ้นสาธารณูปโภค ไม่ว่าจะเป็นขึ้นเสาไฟฟ้า หรือระบบประปา เบื้องต้นได้มีการยื่นขอจดเป็นชื่อคนใครนั้น นายสรศักดิ์ เผยว่า เนื่องจากสถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้ยังไม่เป็นวัด ได้มีการดำเนินการผ่านมูลนิธิ ส่วนมูลนิธิจะไปขอจดในชื่อของใครนั้น ส่วนตัวตนไม่ทราบ และให้ไปสอบถาม จากทาง อบต. ว่าใครเป็นขอยื่นขอติดตั้งระบบสาธารณูปโภค
สำหรับประเด็นที่มีการสอบถามว่า ในส่วนของญาติโยมที่เข้ามาทำบุญ “ครูบาโจ้” ซึ้งเป็นพระเลขาของครูบาชัยวัฒน์ เผยว่า สถานที่ปฏิบัติธรรม ไม่สามารถออกใบอนุโมทนาบุญได้ แต่ถ้ามีญาติโยมเข้ามาทำบุญ ก็จะมีการโพสต์เกี่ยวกับบุคคลที่มาร่วมทำบุญผ่าน เฟซบุ๊กของทางสถานที่ปฏิบัติธรรม ซึ่งทุกคนก็สามารถเข้าไปดูได้
สำหรับเนื้อที่ที่ได้รับการบริจาค เบื้องต้น มีทั้งหมด 13 ไร่ เหตุที่ต้องขยายการก่อสร้างมากกว่า 13 ไร่ เนื่องจากพื้นที่อาสนะไม่เพียงพอ กุฎิแม่ชี และพระสงฆ์ไม่เพียงพอ จึงได้ขยายพื้นที่ในการก่อสร้าง ซึ่งพื้นที่ที่ขยายขึ้นมา ได้จากชาวบ้านที่ถวาย ได้เงินจากการศรัทธาของญาติโยมจึงนำมาสร้างที่พัก ให้แม่ชี พระสงฆ์ และคนที่จะเดินทางเข้ามาบวช ซึ่งมีรอบวชอีกประมาณ 60 คน ที่ยังไม่มีกุฏิ ซึ่งการขยายพื้นนอกจากที่จาก 13 ไร่ อยู่ในกระบวนการกฎหมายที่จะต้องพิสูจน์ต่อไป
ในส่วนประเด็นที่ทางต้นสังกัด ได้เรียกพระ 12 รูป ให้กับไปยังวัดต้นสังกัดแล้ว ซึ่งพระทั้ง 12 รูปยินดีที่จะทำตาม แต่ต้องรอหลังเสร็จงาน จึงจะกลับไปรายงานตัวที่ต้นสังกัด ขณะนี้มีพระจำพรรษาอยู่ที่สถานแห่งนี้จำนวน 6 รูป และอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี 6 รูป
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ ทางสำนักสงฆ์ ได้ยื่นเอกสารย้ายสังกัดของพระ เพื่อเข้าสังกัดสถานปฏิบัติธรรม แต่เอกสารยังไม่แล้วเสร็จ จึงทำให้ยังไม่สามารถย้ายมาที่นี่ได้ จึงได้ย้ายมาวัดข้างเคียงแทน เพื่อรอให้สถานปฏิบัติธรรมจัดตั้งเป็นวัดที่สมบูรณ์ ซึ่งต้นสังกัดจังหวัดอุบลราชธานี มีการเซ็นทุกอย่างตามกฎระเบียบเรียบร้อยแล้ว