ญาติ "พลทหารเพชรรัตน์" ยังติดใจสาเหตุการเสียชีวิต หลังพบช้อนปนในเถ้ากระดูก แต่ก็ไม่ปรักปรำกองทัพ เผย เรื่องผ่านมาเกือบ 3 เดือน แต่เงินก้อนแรกตามสิทธิจากการเสียชีวิตยังไม่ได้รับ
จากกรณี น้ำ-นิชนันท์ วังคะฮาต-Nitchanan Wangkahat อดีตผู้สมัคร สส.ชลบุรี เขต 10 พรรคประชาชน โพสต์กรณีพบช้อนปริศนา ปนอยู่ในเถ้ากระดูก "พลทหารเพชรรัตน์" จนสร้างความสงสัยให้กับคนในสังคมว่า "ช้อนดังกล่าวปนอยู่ได้อย่างไร"
ขณะที่ กองทัพบก เองก็ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า "ผลการพิสูจน์ของแพทย์ระบุ สาเหตุจากภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน ไม่มีร่องรอยการทำร้ายร่างกาย และตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้วโดยทางครอบครัวเข้าใจ ตามข้อเท็จจริงด้วยหลักฐานข้อพิสูจน์ทางการแพทย์ และสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง"
ล่าสุดวันนี้ (22 ก.พ. 69) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปบ้านของพลทหารเพชรรัตน์ โดยได้พบกับญาติอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว
จากการสอบถามนายก้องภพ อายุ 45 ปี อาผู้ได้รับมอบหมายจากผู้ปกครองให้การดำเนินเรื่องให้ข้อมูลว่า ในส่วนทางคดีของน้องเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง ยังอยู่ในกระบวนการของทางด้านกฎหมายอยู่ น่าจะได้ขึ้นศาลเร็ว ๆ นี้เนื่องจากว่าหมายศาลมาถึงบ้านแล้ว จากนี้ก็จะไปยื่นคำร้องขอเข้าไต่สวนในคดีด้วย
ในเรื่องคดีของหน่วยงานของน้องทางครอบครัวไม่สามารถที่จะเข้าไปยุ่งได้ เนื่องจากเป็นเรื่องของทหาร
ส่วนของการเสียชีวิตของน้อง ทางครอบครัวก็ยังมีความสงสัยในหลายกรณี รอคำชี้แจงจากหน่วยงาน แต่ก็ไม่ได้โทษหรือปรักปรำใคร เพราะยังไม่ได้มีหลักฐานที่เพียงพอ สิ่งที่สงสัยคือรายละเอียดขณะที่เกิดเหตุว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ และตนก็ไม่ได้โทษว่าน้องถูกกระทำ แต่ทางครอบครัวก็ยังสงสัยอยู่ว่าน้องมีโรคประจำตัวได้อย่างไร เพราะว่าครอบครัวที่บ้านไม่มีใครรู้เลยว่าน้องมีโรคประจำตัว
อีกส่วนหนึ่งก็ในเรื่องของการปฐมพยาบาล จนไปถึงตอนเสียชีวิต และแม้กระทั่งตอนที่เผาศพ ก็ยังไปเจอวัตถุต้องสงสัย ทำให้ครอบครัวของตนยังคงคาใจอยู่
ซึ่งหลังจากที่เผาศพน้องไปแล้วทางหน่วยงานก็ยังโทรมาสอบถามตนอยู่ว่ายังติดใจอะไรหรือไม่ ตอนแรกที่ทางครอบครัวตัดสินใจเผาศพน้องนั้นเนื่องจากว่าไม่ได้ติดใจในสาเหตุการเสียชีวิต แต่หลังจากที่เผาศพน้องแล้วทางครอบครัวไปเจอช้อน ทำให้ครอบครัวของตนสงสัยว่าช้อนมาได้อย่างไร จึงสอบถามสัปเหร่อว่าในพิธีการเผาศพนั้นมีช้อนเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ สัปเหร่อยืนยันตอบว่าไม่มี
ตนจึงได้สอบถามทางด้านหน่วยทหารว่าใช้ช้อนสั้นในขั้นตอนไหน แต่ก็ยังไม่มีคำตอบคิดว่าคงจะอยู่ในกระบวนการของทางด้านทหารเขา
ซึ่งในวันที่น้องเสียที่โรงพยาบาล ทางผู้บังคับบัญชาได้เรียกญาติ ๆ เข้าไปพูดคุยว่าทางครอบครัวจะได้สิทธิประโยชน์อะไรบ้างที่จะได้รับ ก็มีการพูดคุยกันหลายรอบแต่รายละเอียดลึก ๆ นั้นยังไม่ทราบ ทางต้นสกัดช่วยเหลือมาในวันประกอบพิธีนั้นประมาณ 20,000 บาท
สิ่งที่ตนออกมาร้องในครั้งนี้ ก็อยากจะให้ทางกองทัพรู้ว่าการดำเนินการของกองทัพช้าเกินไป แต่ก็เข้าใจอยู่ว่ามันมีกระบวนการ ซึ่งก็ผ่านเลยมาแล้ว 3 เดือน จนจะครบทำบุญร้อยวันแล้ว ทางครอบครัวยังไม่ได้เงินก้อนแรกจากการเสียชีวิตของน้องเลย
ทางด้านนางลำไพ อายุ 47 ปี อาอีกคน ได้กล่าวว่า ติดใจในเรื่องโรคประจำตัว เพราะน้องไม่เคยมีประวัติการรักษา และดูจากตอนที่น้องมาช่วยทำงานที่บ้านของตน ซึ่งก็เป็นงานที่หนักขึ้นไม้ลงไม้คันละ 2-3 ตัน ขึ้นไม้รถเทรลเลอร์แต่ 6 โมงเช้า จนถึง 6 โมงเช้าของอีกวันก็ไม่เป็นไร และน้องก็เป็นคนหาเลี้ยงครอบครัวมีพ่อ มีน้องและก็ย่าด้วย ครอบครัวน้องตอนนี้เดือดร้อน เพราะต้องไปยืมเงินมาทำพิธีศพ
ส่วนเงินจากสาเหตุการเสียชีวิตของน้องตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับ โทรคุยกับทางผู้กองก็นัดวันนั้นวันนี้ ซึ่งล่าสุดก็บอกว่าวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมาว่าจะได้ก็ไม่ได้ ตนจึง LINE ไปสอบถามถามผู้กองตอบกลับมาว่ายังให้คำตอบไม่ได้ ต้องรอให้ทางผู้การเป็นคนเซ็นอนุมัติ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้เงิน
ทางครอบครัวก็เลยร้อนใจกลัวเรื่องมันเงียบสิทธิประโยชน์ที่น้องควรจะได้รับก็เกรงว่าจะไม่ได้รับ โดยวันที่เกิดเหตุทางครอบครัวได้รับแจ้งจากทางโรงพยาบาลว่าน้องเสียชีวิต ทางครอบครัวไปนั่งรอโดยยังไม่ได้พบกับร่างของน้อง รอจนกว่าทหารทุกหน่วยเดินทางมาครบ พอทางเจ้าหน้าที่ชันสูตรมาก็ได้ถามทางทหาร
โดยทหารแจ้งว่าน้องมีอาการชักเกร็งตาเหลือกค้างไม่มีชีพจรและไม่มีลมหายใจ ซึ่งตอนนั้นทางครอบครัวก็ยังไม่ได้เห็นร่างของน้องที่เสียชีวิต จากนั้นทางผู้การก็มาคุยกับทางครอบครัวโดยแจ้งว่า น้องทำผิดวินัยน้องกลับเข้าค่ายช้า โดยมีการทำโทษจากขั้นต่ำสุดจนถึงขั้นจำคุก แต่เราผู้เป็นอาเราก็ไม่ทราบว่ามันมีโทษอะไรบ้างมีขั้นตอนอะไรที่มีการทำโทษกันแบบนี้
ส่วนที่มีคนพูดว่าน้องหนีทหารนั้นน้องไม่ได้หนี น้องลากลับบ้านมาช่วยงานที่บ้านของตนและอาอีกคนหนึ่ง ซึ่งหลังจากที่น้องมานอนอยู่ที่บ้าน 3 วัน ก็พาน้องไปส่งเข้าค่าย และตนก็ไม่รู้เรื่องว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไร มารู้อีกทีก็ตอนที่เขาโทรมาบอกว่าหลานได้เสียชีวิตไปแล้ว
ในเรื่องของการผ่าชันสูตรนั้นมีการผ่าตั้งแต่บริเวณช่วงกระโหลกจนถึงท้ายทอย และผ่าตั้งแต่ช่วงบริเวณคอจนมาถึงช่วงบริเวณท้อง
ด้านนายสิทธิพร หิรัญพูล อายุ 39 ปี สัปเหร่อ ได้กล่าวว่าก่อนที่จะเผาศพ ตนก็มีการล้วงกระเป๋าตรวจสอบทางศพหากมีของมีค่าอะไรก็จะได้คืนให้กับทางญาติ แต่ก็ไม่พบว่ามีอะไรอยู่ในเสื้อผ้า ตั้งแต่ตนทำอาชีพสัปเหร่อมาเคสนี้เป็นเคสแรกที่พบช้อน และก่อนที่จะมีการเผาร่างน้องตนเอาสำลีออกจากจมูกน้องออกหมดแล้ว และเหลืออยู่ในปากน้องตนจึงเอาดอกไม้จันท์ที่เป็นดอกใหญ่เอามาจิ้มในปาก เพราะมือเราไม่ถึง ตอนจิ้มมันดังกึ๊ด ๆ ๆ อยู่ข้างใน ตอนนั้นตนไม่ได้บอกเจ้าภาพเขา ตนนึกในใจว่าพรุ่งนี้ต้องเจออะไรแน่เลย และก็มาเจอแบบนี้แหละ
เบื้องต้นทางญาติแจ้งว่าตั้งแต่น้องเสียได้เงินสวัสดิการสงเคราะห์สวัสดิการ 26,495 บาท , วันแรกของการจัดงานน้องได้เงินจากผู้การ 20,000 บาท , และทางผู้การเรือนจำ 1,000 บาท , ผู้การช่วยสวดพระอภิธรรม 3,000 บาท