ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร รายงาน สถิติการค้าระหว่างไทยกับภูมิภาคตะวันออกกลาง ในภาพรวม มูลค่าการส่งออก และมูลค่านำเข้า พบว่า
มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับภูมิภาคตะวันออกกลางในปี 2568 ไทยมีมูลค่าการค้ารวมกับตะวันออกกลาง
40,535.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 5.92% ต่อมูลค่าการค้ารวมของไทยกับทั่วโลก
โดยไทยส่งออกไปตะวันออกกลาง 12,475.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นำเข้ามีมูลค่า 28,060.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยขาดดุลการค้า 15,584.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การส่งออกของไทยไปตะวันออกกลางส่วนใหญ่เป็นสินค้ารถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องปรับอากาศ อาหารแปรรูป
และสินค้าอุตสาหกรรม
ขณะที่การนำเข้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์พลังงาน
ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ไทยขาดดุลการค้าในภูมิภาคนี้
โดยสรุป ตะวันออกกลางเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญด้านพลังงานต่อไทย แม้สัดส่วนการค้าจะไม่สูงมาก
เมื่อเทียบกับคู่ค้าหลัก แต่ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งในระยะต่อไป
หากมองลึกไปในการค้าระหว่างไทยกับอิสราเอล ในภาพรวม มูลค่าการส่งออก และมูลค่านำเข้า พบว่า
มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอิสราเอลค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับการค้ารวมของไทย โดยในปี 2568 ไทยมี
มูลค่าการค้ารวมกับอิสราเอล 1,376.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.20 ต่อมูลค่าการค้ารวม
ของไทยกับทั่วโลก และปี 2568 ไทยส่งออกไปอิสราเอล 777.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นำเข้ามีมูลค่า 599.48
ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยเกินดุลการค้า 177.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การส่งออกของไทยส่งไปอิสราเอล มีสินค้าสำคัญ ได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วน อาหารแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า
และสินค้าอุตสาหกรรม ขณะที่การนำเข้าส่วนใหญ่เป็นเคมีภัณฑ์ เครื่องจักร และเทคโนโลยีเฉพาะด้าน
สรุปได้ว่า อิสราเอลเป็นตลาดขนาดเล็กถึงปานกลางของไทย ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อการค้ารวมของ
ไทยยังจำกัด แต่ควรติดตามความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเส้นทางโลจิสติกส์ในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด
การค้าระหว่างไทยกับอิหร่าน ในภาพรวม มูลค่าการส่งออก และมูลค่านำเข้า พบว่า
มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอิหร่านมีขนาดค่อนข้างเล็ก โดยในปี 2568 ไทยมีมูลค่าการค้ารวมกับอิหร่าน
146.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.02 ต่อมูลค่าการค้ารวมของไทยกับทั่วโลก และปี 2568
ไทยส่งออกไปอิหร่าน 136.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นำเข้ามีมูลค่าเพียง 9.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทย
เกินดุลการค้า 127.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การส่งออกของไทยไปอิหร่านส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมแปรรูป ได้แก่ อาหารแปรรูป
ผลไม้กระป๋อง ยางพารา และชิ้นส่วนยานยนต์ ขณะที่การนำเข้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรบางประเภทและ
เคมีภัณฑ์ ซึ่งมีมูลค่าในระดับต่ำ
โดยภาพรวม แม้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ด้วยมูลค่าการค้าที่จำกัด
ผลกระทบโดยตรงต่อการค้าไทยยังอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม ควรติดตามผลกระทบทางอ้อมผ่านราคาพลังงาน
ค่าระวางเรือ และความเสี่ยงด้านธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้หากเจาะไปยังการนำเข้า "ปุ๋ย" ระหว่างไทย – ตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นต้นทุนทางการเกษตร พบว่า ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ ในปี 2567 ไทยนำเข้ากว่า 880.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ / ปี 2568 ไทยนำเข้ากว่า 982.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปี 2569 เฉพาะ (ม.ค. - ม.ค.) ไทยนำเข้ากว่า 25.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่ นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ไทยนำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลางสูงถึง 42.37% แบ่งเป็น นำเข้าปุ๋ยจากซาอุดิอาระเบีย 27.71% กาตาร์ 3.67% จอร์แดน 3.48% โอมาน 3.41% และบาห์เรน 2.3%
และหากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง อาจส่งผลกระทบกับราคา "ปุ๋ย" กระทบต่อภาคการเกษตรของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ต้นทุนการทำเกษตรสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคต่อไป