เช้านี้ที่หมอชิต - เจ้าหน้าที่บุกรวบ 14 ชาวจีนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลบหนีจากกัมพูชาซุกโรงแรม จังหวัดนนทบุรี
จับ 14 ชาวจีนแก๊งคอลเซนเตอร์หลบหนีเข้าเมือง จ.นนทบุรี
ตำรวจชุดสืบสวนปราบปรามตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนนทบุรี ร่วมกับตำรวจสืบสวนภาค 1 บุกจับกุมตัวแก๊งคอลเซนเตอร์ชายชาวจีน 14 คน พร้อมของกลางซิมโทรศัพท์ และโทรศัพท์มือถือ จำนวน 52 เครื่อง ภายในโรงแรมแห่งหนึ่ง ตำบลบางเขน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี
หลังเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมรับแจ้งจากสายลับว่า มีกลุ่มแก๊งชาวจีนหลบหนีเข้ามาในประเทศไทย ผ่านทางช่องทางธรรมชาติจังหวัดสระแก้ว เข้าพักที่โรงแรมในจังหวัดนนทบุรี ตั้งแต่คืนวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเปิดห้องพัก จำนวน 7 ห้อง เจ้าหน้าที่จึงร่วมกันวางแผนจับกุม พบว่าชาวจีนทั้ง 14 คน ไม่มีเอกสารเดินทางแต่อย่างใด
เจ้าหน้าที่นำตัวชาวจีนส่งพนักงานสอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ ดำเนินคดีข้อหาคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และหลบหนีเข้าเมือง ส่วนรายละเอียดของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เจ้าหน้าที่จะสืบสวนขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการต่อไป
ตำรวจทลายขบวนการบัญชีม้า 3 คดี จ.เชียงใหม่
จังหวัดเชียงใหม่ ตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศตำรวจภูธรภาค 5 ปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายรับจ้างเปิดบัญชีธนาคาร หรือ "บัญชีม้า" ได้รวม 3 คดี ผู้ต้องหารวม 12 คน พร้อมของกลาง เงินสดกว่า 400,000 บาท และสมุดบัญชีธนาคารรวมอย่างน้อย 43 เล่ม
คดีแรกในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ตำรวจจับกุม นางสาวทิพปภา, นางสาวณิชา และนายดิ๊ก สัญชาติลาว ขณะกำลังพากันมาถอนเงินสดที่ธนาคารแห่งหนึ่ง สาขาประตูช้างเผือก พร้อมของกลางสมุดบัญชีธนาคาร 2 เล่ม สำเนาใบรับรองการถอนเงิน 1 แผ่น และเงินสด จำนวน 199,680 บาท นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังขยายผล จับผู้ต้องหาเพิ่มอีก 6 คน ในรีสอร์ตแห่งหนึ่ง พร้อมยึดเงินสดอีก 220,000 บาท
สอบสวนพบว่า กลุ่มผู้ต้องหารับการว่าจ้างจาก นางสาวณิชา ให้เปิดบัญชีม้าคนละ 15,000 บาท ก่อนทำการถอนเงินตามคำสั่งของ นางสาวณิชา แล้วนำเงินสดข้ามแดน ผ่านด่านจังหวัดเชียงราย ส่งต่อให้นายทุนชาวจีน
ส่วนคดีที่สองและสาม เกิดในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เชียงดาว จับผู้ต้องหาได้ 3 คน พร้อมของกลาง 100,000 บาท และสมุดบัญชี 41 เล่ม ควบคุมตัวดำเนินคดีในข้อหาเป็นธุระจัดหาบัญชี เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี