ทนายความ เผย เบน สมิธ ไม่กลับไทยมาสู้คดี หวั่นไม่ได้ประกันตัว ตั้ง

ทนายความ เผย เบน สมิธ ไม่กลับไทยมาสู้คดี หวั่นไม่ได้ประกันตัว ตั้ง

View icon 15
วันที่ 3 มี.ค. 2569 | 16.14 น.
News
แชร์
ทนายความ เผย "เบน สมิธ" ไม่กลับไทยมาสู้คดี หวั่นไม่ได้ประกันตัว ตั้งข้อสังเหต ตำรวจทำคดีรวดเร็วผิดปกติ เชื่อ! พยายามทำคดีให้เชื่อมโยงกับการเมือง

3 มี.ค. 69 นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของ นายเบน สมิธ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงเกี่ยวกับกรณีตํารวจออกหมายจับ “เบน สมิธ” โดยระบุว่า ข้อกล่าวหาที่ตํารวจสอบสวนกลาง CIB ตั้งในการออกหมายจับคุณ เบน สมิธ แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า สิ่งที่นักการเมืองหรือใครหลาย ๆ คนออกมาพูดว่าคุณเบน สมิธ เป็นนักฟอกเงินหรือสแกมเมอร์นั้นเป็นเรื่องเล่าที่ถูกสร้างขึ้นหวังใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อโจมตี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายธรรมนัส พรหมเผ่า ข้อกล่าวหาที่ตํารวจตั้งมาเป็นเรื่องเกี่ยวกับการพิพาทระหว่างคุณเบน สมิธ กับบริษัทในประเทศลาว จึงยืนยันได้ว่าสิ่งที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เคยให้สัมภาษณ์ในรายการดังว่า คุณเบน สมิธ เป็นเพียงนักธุรกิจหรือโบรกเกอร์ ไม่ใช่สแกมเมอร์

โดยลักษณะของข้อกล่าวหาชัดเจนว่าแตกต่างจากสิ่งที่ นายรังสิมันต์ โรม ได้เคยอภิปรายไว้ในสภาวันแถลงนโยบายรัฐบาลของนายอนุทิน ที่กล่าวหาว่า นายเบน สมิธ เป็นเจ้าพ่อสแกมเมอร์ซึ่งความเป็นจริงเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่ตํารวจออกหมายจับ กลายเป็นว่าข้อเท็จจริงคดีของคุณเบน สมิธ ไม่ใช่เรื่องสแกมเมอร์ ฉ้อโกงคนไทยหรือทําอะไรที่ผิดกฎหมายตามที่พยายามเต้าข่าวกันมาในระยะเวลาหลาย ๆ เดือนที่ผ่านมา

ภายหลังตํารวจออกหมายจับ นายรังสิมันต์ โรม ได้โพสต์เฟซบุ๊กพูดถึงคดีที่มีการออกหมายจับพร้อมชื่นชมตํารวจ CIB และเรียกร้องให้ออกหมายแดง ในฐานะทนายความของคุณเบน สมิธ จึงอยากฝากถึง นายรังสิมันต์ โรม ว่า เรื่องที่ออกหมายจับเมื่อวานเป็นเพียงคดีทางเพ่ง เรื่องที่อาจจะผิดสัญญาในการซื่อขายหุ้นของบริษัท ซึ่งในการพยายามเชียร์ให้มีการออกหมายแดงทําให้อดคิดไม่ได้ว่าเป็นการปั่นหรือประโคมข่าวเพื่อออกหมายแดงและนําเข้าสู่เกมการเมืองหรือไม่ เพราะมองว่าการโพสต์ของนายรังสิมันต์ โรม เหมือนต้องการเบี่ยงเบนประเด็นที่ถูกคุณเบน สมิธ ฟ้องฐานหมิ่นประมาทอยู่

ในฐานะทนายความอดคิดไม่ได้ว่ามีแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่ ในคดีเมื่อวานเป็นการแจ้งความว่ามีความเสียหายอยู่ที่ 991 ล้านบาท แต่มีการยึดทรัพย์สินของคุณเบน สมิธ กว่าหมื่นล้านบาท ถ้าอยากให้ผิดจริงคุณต้องยึด 991 ล้านบาทไปและคืนหมื่นกว่าล้านบาทมาทุกอย่างจบ “สัดส่วนของการยึดทรัพย์ในคดีที่เกิดขึ้นไม่ได้สัดส่วนกันเลย ยึดไปกว่าหมื่นล้าน แต่คดีมูลฐานที่นําส่ง ปปง. 991 ล้านบาท และเป็นเรื่องข้อพิพาททางเพ่งส่วนใหญ่ด้วยซํ้า“

ทนายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่น่ากังวลของคดีนี้คือมีความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงจากเรื่องซื้อหุ้นปกติให้กลายเป็นคดีอาญา ซึ่งรายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้ทั้งหมดเพราะต้องนําไปใช้ต่อสู้ทางคดี แต่คดีของบริษัทลาวที่แจ้งกับทาง CIB มีข้อพิรุธหลัก ๆ 3 ประการ 1.ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้แจ้งความว่าเป็นบริษัทอะไร 2.ในเนื้อคดีมีการแจ้งความตั้งแต่ปี 67 ปรากฏว่าช่วงแรกหนังสือมอบอํานาจจากประเทศลาว ไม่มีการรับรองรายมือชื่อ จนเวลาผ่านมาถึง 9 ก.พ. มีตํารวจท่านหนึ่งใน CIB ติดต่อไปทางผู้เสียหายในลาวหรือบริษัทในลาวบอกให้ไปแจ้งความใหม่ และทําหนังสือมอบอํานาจอีกรอบหนึ่ง และมาแจ้งความเมื่อ 9 ก.พ. ที่ผ่านมา และวันที่ 12 ก.พ. ที่ผ่านมามีการตัดหมายเลขคดีอาญาและวันที่ 26 ก.พ. มีการออกหมายจับ น่าแปลกใจที่ระยะเวลาคดีรวดเร็วมากน่าต้องใจพอสมควร จึงอยากให้ทําคดีรวดเร็วกับทุกๆ  คดีให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ข้อพิรุธสุดท้ายคือมีการพูดว่าถูกโกงเมื่อปี 65 และมาแจ้งความปี 67 ซึ่งเป็นคดีฉ้อโกงปกติในคดีอาญาส่วนตัว ระยะเวลาในการร้องทุกข์เพียง 3 เดือนนับแต่วันที่ทราบ ซึ่งอายุความร้องทุกข์ขาดมาปีกว่า แต่ CIB กลับรับแจ้งความ เป็นสิ่งที่น่าตกใจมาก ซึ่ง CIB อาจบอกว่าเป็นคดีฉ้อโกงเป็นปกติธุระ แต่อยากฝากถึงสังคมว่า คดีฉ้อโกงเป็นปกติธุระ คนแรกที่โดนคือ “ทนายตั้ม” และศาลเพ่งมีคําสั่งคืนทรัพย์สินให้ทนายตั้มแล้ว ซึ่งคุณเบน สมิธ เป็นคนที่ 2 ที่โดน จึงมองว่าเรื่องนี้มีความผิดปกติและมีแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่

ส่วนกรณีที่หลายคนสงสัยว่าเหตุใดคุณเบน สมิธ ไม่เคยไปชี้แจง ทนายวิฑูรย์  โชว์เอกสารยืนยันว่า คุณเบน สมิธ ได้มีการชี้ต่อตํารวจ CIB เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 67 มีการลงรับเรียบร้อย แต่ก็มีการออกหมายจับทีหลัง และที่น่าสนใจคือ ยึดทรัพย์ไปก่อนและคดีอาญาตามมาทีหลังซึ่งไม่มีใครเขาทํากันเพราะปกติต้องคดีอาญามาก่อนและคดีฟอกเงินตามมา

ทนายวิฑูรย์ บอกอีกว่า ตอนนี้เบนสมิธ ยังไม่มีการแจ้งเรื่องการจะกลับมาสู้คดี เพราะยอมรับว่าในประเทศไทยเรื่องการประกันตัวเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะคดีที่อยู่ในความสนใจ ส่วนตัวมองว่า ถ้าเบนสมิธ กลับมาต่อสู้คดี ก็ควรจะให้สิทธิประกันตัวที่เป็นไปตามมาตราฐานสากล ไม่เช่นนั้นคงต้องชั่งน้ำหนักว่า การกลับของคุณเบนสมิธ จะคุ้มที่จะเสี่ยงหรือไม่ อีกทั้งคดีนี้มีแรงจูงใจทางการเมืองสูงมาก และเมื่อเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง รวมถึงเป็นบุคคลที่สังคมจับตามอง ส่วนมากศาลจะไม่อนุญาตให้ประกันตัว

ส่วนหลักฐานในการต่อสู้คดี ทนายความบอกว่า ที่ผ่านมาเอกสารหลักฐานที่ยื่นให้ตำรวจสอบสวนกลางค่อนข้างชัดและครบถ้วน หลังจากนี้จะยื่นอะไรเพิ่มหรือไม่จะต้องหารืออีกครั้ง

เมื่อถามว่า นาย เบน สมิธ เคยคิดหรือไม่ว่าจะถูกเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทนายวิฑูรย์ตอบว่า นักธุรกิจใหญ่ในประเทศไทยก็รู้จักนักการเมืองทั้งนั้น วันหนึ่งบุคคลเหล่านั้นอาจจะถูกโยงเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในคดี ที่เป็นเครื่องมือทางการเมืองก็เป็นได้

ส่วนตอนนี้เบนสมิธอยู่ที่ประเทศใด ทนายวิฑูรย์ตอบว่า “ขอไม่บอก”