เช้านี้ที่หมอชิต - ทนายความของ เบน สมิธ พูดตรง ๆ ลูกความไม่พร้อมกลับไทยมาสู้คดี เพราะไม่มั่นใจกระบวนการยุติธรรม ตั้งข้อสังตำรวจทำคดีเร็วผิดปกติ เชื่อมีความพยายามดึงให้เข้าไปมีส่วนกับความขัดแย้งทางการเมือง
นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของ นายเบน สมิธ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงเกี่ยวกับกรณีตํารวจออกหมายจับ นายเบน สมิธ โดยระบุว่า การตั้งข้อหาของตํารวจสอบสวนกลาง ดำเนินคดี นายเบน สมิธ แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าหวังใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อโจมตี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยข้อหาที่ตํารวจดำเนินคดีเป็นกรณีพิพาทระหว่าง นายเบน สมิธ กับบริษัทแห่งหนึ่งใน สปป.ลาว
ลักษณะของข้อหาชัดเจนว่าแตกต่างจากสิ่งที่ นายรังสิมันต์ โรม ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เคยอภิปรายไว้ในสภาวันแถลงนโยบายรัฐบาลของ นายอนุทิน ที่กล่าวหาว่า นายเบน สมิธ เป็นเจ้าพ่อสแกมเมอร์ ซึ่งความเป็นจริงเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่ตํารวจออกหมายจับครั้งนี้ ข้อเท็จจริงคดีของ นายเบน สมิธ ไม่ใช่เรื่องสแกมเมอร์ตามที่เคยเป็นข่าว
ภายหลังตํารวจออกหมายจับ นายรังสิมันต์ โรม ได้โพสต์เฟซบุ๊กกล่าวชื่นชมตํารวจสอบสวนกลาง และเรียกร้องให้ออกหมายแดง จึงอยากฝากไปถึง นายรังสิมันต์ โรม ว่ากรณีที่ออกหมายจับครั้งนี้เพียงคดีทางเพ่ง การพยายามเชียร์ให้ออกหมายแดง ทําให้อดคิดไม่ได้ว่าเป็นการปั่นหรือประโคมข่าว เพื่อเข้าไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง การโพสต์ของนายรังสิมันต์ โรม เหมือนต้องการเบี่ยงเบนประเด็นที่ถูก นายเบน สมิธ ฟ้องหมิ่นประมาทอยู่
ในคดีที่อออกหมายจับนี้ เป็นการแจ้งความว่ามีความเสียหาย 991 ล้านบาท แต่มีการยึดทรัพย์สินของ นายเบน สมิธ ไปกว่า 10,000 ล้านบาท ถ้าอยากให้ผิดจริงก็ต้องยึด 991 ล้านบาทไป และคืนกว่า 10,000 ล้านบาทมา เพราะคดีที่นําส่ง ปปง. มีมูลค่าความเสียหาย 991 ล้านบาท ซึ่งมีความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงจากเรื่องซื้อหุ้นให้กลายเป็นคดีอาญา
ทนายวิฑูรย์ ยังบอกว่า จนถึงตอนนี้ นายเบน สมิธ ยังไม่แจ้งว่าจะกลับมาสู้คดีที่ประเทศไทยเมื่อใด เพราะรู้สึกว่าในประเทศไทยการประกันตัวเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ถ้านายเบน สมิธ กลับมาต่อสู้คดีก็ควรให้สิทธิประกันตัวที่เป็นไปตามมาตราฐานสากล การกลับมาสู้คดีของ นายเบน สมิธ จะคุ้มเสี่ยงหรือไม่ ส่วนตอนนี้เบนสมิธอยู่ที่ประเทศใด ทนายวิฑูรย์ตอบว่า "ขอไม่บอก"
อีกทั้งการที่บริษัทจาก สปป.ลาว แจ้งความก็มีข้อพิรุธหลายประการ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้มีการแจ้งความกับตำรวจสอบสวนกลางไปแล้วเมื่อปี 2567 จนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้มีการแจ้งความใหม่ ก่อนจะมาออกหมายจับในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ น่าแปลกใจที่ทำคดีรวดเร็วเหลือเกิน อยากให้ตำรวจสอบสวนกลางทำคดีอื่นให้รวดเร็วเหมือนคดีนี้ด้วย จะได้เป็นมาตรฐานเดียวกัน