ผู้เชี่ยวชาญกัมพูชา ชี้ ไทยจะฉวยโอกาสรุกรานกัมพูชา เพราะนานาชาติจะหันไปสนใจความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ผู้เชี่ยวชาญกัมพูชา ชี้ ไทยจะฉวยโอกาสรุกรานกัมพูชา เพราะนานาชาติจะหันไปสนใจความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

View icon 47
วันที่ 4 มี.ค. 2569 | 12.40 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ผู้เชี่ยวชาญกัมพูชา ชี้ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะดึงความสนใจจากนานาชาติและสื่อไปจาก ความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา และไทยจะฉวยโอกาสตรงนี้รุกรานกัมพูชา

วันนี้ (4 มี.ค. 69) สำนักข่าว “ขแมร์ ไทมส์” รายงานว่า จากเหตุสงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้สังหาร “อยาตอลลาห์ คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งความขัดแย้งได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยดึงประเทศในอ่าวเปอร์เซียและกลุ่มที่ไม่ใช่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง

หลังจากนั้นทาง “อันโตนิโอ กูเตเรส” เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ออกมาเรียกร้องให้ยุติการสู้รบและลดความตึงเครียดโดยทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามไปทั่วภูมิภาค และให้ทุกฝ่ายกลับสู่โต๊ะเจรจา ซึ่งก่อนหน้านี้ “อันโตนิโอ กูเตเรส” เคยกล่าวในทำนองเดียวกันเกี่ยวกับความขัดแย้งชายแดน กัมพูชา-ไทย ซึ่งนำไปสู่การปะทะทางทหารถึงสองรอบเมื่อปีที่แล้ว

ทาง นายยูค ชาง ผู้อำนวยการศูนย์เอกสารแห่งกัมพูชา กล่าวว่า การโจมตีอิหร่านอาจไม่เป็นผลดีต่อกัมพูชา เพราะสื่อทั้งหมดจะหันไปให้ความสนใจเรื่องนี้เป็นหลัก ซึ่งทางกัมพูชาต้องการการรายงานข่าวจากสื่อมากขึ้นเพื่อกดดันประเทศไทย โดยสงครามในอิหร่านจะกลายเป็นฉากที่ปิดบังการรุกรานทางทหารของไทยในอนาคต และเป็นสิ่งที่เบี่ยงเบนความสนใจของมหาอำนาจโลกจากสิ่งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ จึงไม่แปลกหากจะเกิดความขัดแย้งขึ้นอีกครั้งระหว่างกัมพูชาและไทย เป็นไปได้ว่าสิ่งเดียวที่จะยับยั้งไม่ให้กองทัพไทยโจมตีก็คือประวัติศาสตร์ แม้กัมพูชาจะประสบความสำเร็จอยู่บ้างในการขัดขวางการบิดเบือนข้อเท็จจริงโดยฝ่ายต่าง ๆ ที่พยายามฉวยโอกาสจากความขัดแย้งชายแดน แต่กัมพูชายังไม่ประสบความสำเร็จในการกำหนดทิศทางของเรื่องราว

เรื่องประวัติศาสตร์ยังคงเป็นประเด็นสำคัญในความขัดแย้งนี้ ซึ่งเป็นสงครามข้อมูลข่าวสารพอกับความขัดแย้งทางอาวุธ และจำเป็นต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อปรับความเข้าใจของประชาคมระหว่างประเทศเกี่ยวกับประวัติศาสตร์นี้ ซึ่งย้อนกลับไปอย่างน้อยถึงต้นศตวรรษที่ 20

ขณะนี้ นายคิน เพีย ผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งกัมพูชา เห็นด้วยว่า สงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลเสียต่อกัมพูชา ซึ่งขณะนี้กัมพูชากำลังพึ่งพาการทูตระหว่างประเทศ และการรายงานข่าวของสื่อต่างประเทศเพื่อแก้ไขข้อพิพาทชายแดนกับไทย และสงครามครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง อาจทำให้ข้อพิพาทชายแดนระหว่าง กัมพูชา-ไทย เหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย และเมื่อประชาคมระหว่างประเทศและสื่อหันไปให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากขึ้น ก็จะทำให้เกิดช่องว่างความสนใจ ซึ่งไทยสามารถใช้ประโยชน์ตรงนี้เพื่อให้กองกำลังทหารยึดครองดินแดนกัมพูชา หรือดำเนินการทางทหารอย่างเงียบ ๆ ต่อไป นอกจากนี้สถานการณ์โลกในปัจจุบันอาจเปิดโอกาสให้ประเทศไทยละเมิดหรือแม้กระทั่งเพิกถอนกลไกทวิภาคีที่มีอยู่สำหรับการกำหนดเขตแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง MOU 43 และสนธิสัญญา ฝรั่งเศส-สยาม ปี 2450

ทางกัมพูชาต้องระมัดระวังเป็นพิเศษต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ใด ๆ ที่แสดงออกมาจากรัฐบาลและกองทัพไทย และต้องรวบรวมหลักฐานต่อไปเพื่อสนับสนุนข้อโต้แย้งของกัมพูชา เพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องนี้หายไปจากวาระของภูมิภาค และในขณะที่ระเบียบโลกกำลังพังทลายและมหาอำนาจใช้มาตรฐานสองแบบกับกฎหมายระหว่างประเทศ กัมพูชาในฐานะรัฐขนาดเล็กต้องพึ่งพาความเข้มแข็งภายในประเทศ โดยการเสริมสร้างศักยภาพทางทหารและเศรษฐกิจไปพร้อมกับการรักษาภารกิจในการทูตระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ ทั้งกัมพูชาและไทยได้ตอบสนองต่อสงครามในตัวะนออกกลาง โดยกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างสูงสุด เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายเป็นอันตรายต่อชีวิตพลเรือน และบ่อนทำลายสันติภาพในภูมิภาค