“4 มี.ค. วันโรคอ้วนโลก” วิกฤตเด็กไทยถูกล้อมด้วยโฆษณาอาหารและการตลาดอาหาร 24 ชม. ชวนพ่อแม่เร่งสอน “จับโป๊ะ 12 เทคนิคโฆษณา” สร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาก่อนสุขภาพพังตลอดชีวิต
วันนี้ (4 มี.ค. 69) ตรงกับวันโรคอ้วนโลก โครงการเด็กไทยรู้ทันโฆษณาและการตลาดอาหาร ประกาศบิ๊กแคมเปญรับวันโรคอ้วนโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 4 มี.ค. ของทุกปี เปิดตัวมิวสิกวิดีโอ “หนูไม่อยากอ้วน” พร้อมซีรีส์คลิป “จับโป๊ะโฆษณาอาหาร” กว่า 500 คลิป หวังติดอาวุธให้เด็กและเยาวชน และช่วยให้พ่อแม่มีสื่อสอนลูกรู้ทันเทคนิคการตลาดดิจิทัลที่รุกหนักในหน้าจอมือถือตลอด 24 ชั่วโมง
ดร.ศุกร์สิริ อิสรชาญวาณิชย์ หัวหน้าโครงการฯ เผยว่า โครงการเด็กไทยรู้ทันโฆษณาฯ สนับสนุนโดยกองทุนสื่อสร้างสรรค์ ซึ่งผลวิจัยจากสถาบันวิจัยประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ว่าเด็กไทยกว่า 80% มีอารมณ์ร่วมที่ดีต่อแบรนด์อาหารหวาน มัน เค็ม ผ่านคนดังและโพรโมชัน แต่เด็กแยกไม่ออกระหว่างเนื้อหาทั่วไปกับโฆษณาแฝง การสอนเด็กว่ากินอาหารครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายนั้นไม่เพียงพอแล้ว เพราะพลังของสื่อโฆษณาและเทคนิคการตลาดอาจกำหนดพฤติกรรมการกินของเด็กแทนการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ จนส่งผลเสียต่อสุขภาพตลอดชีวิตโดยเฉพาะปัญหาโรคอ้วนและโรคเรื้อรัง
โครงการนี้จึงชวนพ่อแม่เร่งสอนเด็กรู้จักแยกแยะสื่อโฆษณาที่มีเจตนาขาย และสอนให้จับโป๊ะเทคนิคโฆษณาและการตลาด 12 เทคนิค ที่พบบ่อย ได้แก่ 1.การ์ตูนล่อใจ ใช้ตัวการ์ตูนและของเล่นสร้างความผูกพันกับสินค้า 2.แพ็กเกจสะดุดตา ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ดึงดูดใจ 3.ภาพสวยเกินจริง ตกแต่งภาพให้น่ารับประทานเกินความเป็นจริง 4.คนดังการันตี ใช้ดารา นักร้อง อินฟลูเอนเซอร์ที่เด็กชอบ 5.โปรเร่งตัดสินใจ โพรโมชันจำกัดเวลา กระตุ้นให้ซื้อทันที 6.ชิมฟรีติดใจ แจกสินค้าทดลองเพื่อสร้างความคุ้นเคย 7.โฆษณาเนียนในเกม/รายการ แทรกสินค้าโดยไม่บอกชัดว่าเป็นโฆษณา 8.สุขภาพหลอกตา อ้างคำว่ามีวิตามินดีต่อสุขภาพ 9.ขายฝันความสุข เชื่อมสินค้าเข้ากับภาพความสำเร็จ ความรัก มิตรภาพ 10.รีวิวไม่เหมือนขาย อินฟลูเอนเซอร์พูดเหมือนแนะนำส่วนตัว 11.หน้าม้า–ไลก์ปลอม รีวิว คอมเมนต์ ยอดไลก์ที่สร้างภาพความนิยม และ 12.ลูกค้าคนพิเศษ ดึงเข้ากลุ่มสมาชิกเพื่อขายต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาของ ดร.นงนุช จินดารัตนาภรณ์ สถาบันวิจัยประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล ในปี พ.ศ. 2568 ระบุว่า บริษัทอาหารฯ ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดด้วยการใช้ผู้มีชื่อเสียง บรรจุภัณฑ์ และกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต ส่งผลกระทบต่อการสร้างแรงจูงใจในการซื้อและบริโภคโดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน และเสริมสร้างความภักดีต่อแบรนด์ และจากการศึกษาตัวแทนเด็กไทยระดับประเทศกว่า 2 พันคน ในปี พ.ศ. 2568 พบว่า เด็กพบเห็นแบรนด์อาหารหวาน มัน เค็ม จากพรีเซ็นเตอร์คนดัง บรรจุภัณฑ์ และป้ายโปรโมชั่นลดราคา ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โทรทัศน์ และสื่อกลางแจ้งอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการพบเห็นแบรนด์อาหารฯ ทำให้เด็กกว่าร้อยละ 80 มีความรู้สึกทางอารมณ์ที่ดีต่อแบรนด์อาหารฯ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กผู้หญิง ในขณะที่เด็กประมาณครึ่งหนึ่งไม่สามารถแยกแยะระหว่างเนื้อหาทั่วไปกับการโฆษณาแฝงเพื่อการขายได้
ทั้งนี้สสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงเรื่องการเลือกขนม แต่คือระบบการตลาดที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความผูกพันตั้งแต่วัยเด็ก หากครอบครัวไม่ช่วยกันสร้างทักษะรู้เท่าทัน เด็กอาจเติบโตพร้อมพฤติกรรมบริโภคที่เสี่ยงต่อโรคอ้วนและ NCDs ในระยะยาว” หัวหน้าโครงการเด็กไทยรู้ทันโฆษณาและการตลาดอาหาร ฉะนั้นพ่อ แม่ และครูสามารถเปิดคลิปสอนการรู้ทันโฆษณาและการตลาดอาหาร ได้ที่ช่องทาง Tik Tok Facebook “รู้ทันป้องกันอ้วน” และ Youtube “รู้ทันโฆษณา”