มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง พบมากขึ้น เสียชีวิตวันละ 16 คน

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง พบมากขึ้น เสียชีวิตวันละ 16 คน

View icon 102
วันที่ 6 มี.ค. 2569 | 12.32 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
อย่ารอให้ร่างกายส่งสัญญาณเตือน ถ่ายเป็นเลือด ท้องผูกสลับท้องเสีย ปวดท้อง อืดแน่น น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการที่พบ คือ เมื่อโรคเริ่มรุนแรง คนไทยอายุ 50–70 ปี ทุกสิทธิการรักษาสามารถตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (FIT) ได้ฟรี

วันนี้ (6 มี.ค.69) นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ในประเทศไทย มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับ 3 มีผู้ป่วยรายใหม่เฉลี่ยวันละ 51 คน เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 16 คน และเป็นมะเร็งที่มีแนวโน้มพบมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ไม่ควรเป็นเพียงสถิติ แต่คือสัญญาณเตือนว่าการตรวจคัดกรองตั้งแต่ยังไม่มีอาการ คือโอกาสของชีวิต เพราะมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง “เริ่มต้นเงียบ ๆ” ระยะแรกมักไม่มีอาการ หลายคนมาพบแพทย์เมื่อโรคลุกลามแล้ว และมักได้ยินคำว่า “มาช้าไป”

อาการที่พบเมื่อโรคเริ่มรุนแรง ได้แก่ ถ่ายเป็นเลือด หรือถ่ายเป็นมูกเลือด ท้องผูกสลับท้องเสีย ปวดท้อง อืดแน่น น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ซีด อ่อนเพลีย ภาวะลำไส้อุดตัน อย่ารอให้ร่างกายส่งสัญญาณเตือน เพราะการตรวจที่ดีที่สุดคือ “การตรวจก่อนมีอาการ”

เรืออากาศเอกนายแพทย์สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยอายุ 50–70 ปี ทุกสิทธิการรักษาสามารถตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (FIT) ได้ฟรีตามสิทธิประโยชน์ ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การตรวจทำได้ง่าย ปลอดภัย สามารถเก็บตัวอย่างที่บ้านได้เอง หากผลผิดปกติ จะได้รับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพื่อวินิจฉัยอย่างละเอียด สำหรับผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ควรเริ่มตรวจเร็วกว่าปกติ โดยใช้อายุที่ญาติสายตรงตรวจพบโรคลบสิบปี เช่น ถ้าพ่อเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่อายุ 50 ปี แนะนำให้ลูกเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่อายุ 40 ปี เป็นต้น

นพ. ธนิจ เลาหวินิจ แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมทั่วไป สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับพฤติกรรมวันนี้ ลดความเสี่ยงวันหน้า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง มาจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูป และเนื้อแดงที่ปรุงด้วยความร้อนสูง อาหารไขมันสูง ใยอาหารต่ำ ขาดการออกกำลังกาย ภาวะน้ำหนักเกิน การสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงปัจจัยของอายุที่เพิ่มขึ้น และการมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง ซึ่งการปรับพฤติกรรมสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานผักผลไม้เพิ่มขึ้น และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ ข่าวดีคือ การรักษาก้าวหน้าอย่างมาก ปัจจุบันมีการผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก ยาเคมีบำบัดชนิดรับประทาน และยารักษาแบบมุ่งเป้า ทำให้อัตราการรอดชีวิตดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง