การสู้รบระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐฯ ยังยืดเยื้อ ต่างฝ่ายยังคงยิงโจมตีกันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ "ทรัมป์" ประกาศจะไม่เจรจา เว้นแต่อิหร่านจะ "ยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข"
การสู้รบระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐฯ ยืดเยื้อมาถึง 1 สัปดาห์แล้ว ซึ่งวานนี้ (6 มี.ค.) กรุงเตหะราน ของอิหร่าน ยังถูกทิ้งระเบิดโจมตีต่อเนื่อง โดยมีรายงานว่าสนามบินเมห์ราบัด (Mehrabad Airport) ซึ่งเป็นสนามบินพาณิชย์หลักและมีความพลุกพล่านมากที่สุดแห่งหนึ่งของอิหร่าน ถูกอิสราเอลโจมตี ทำให้เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง
ขณะเดียวกัน ในช่วงค่ำวานนี้ (6 มี.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ก็ยังคงมีรายงานระเบิดขึ้นเหนือท้องฟ้าเมืองหลวงของอิหร่าน ทำให้มีกลุ่มควันขนาดใหญ่ลอยขึ้นมองเห็นได้จากระยะไกล ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่กองทัพอิสราเอลกล่าวว่า กำลังจะเริ่ม "ปฏิบัติการโจมตีระลอกใหม่ในวงกว้าง" นอกจากนี้ ยังมีรายงานระเบิดโจมตีในเมืองอื่น ๆ ด้วย ขณะที่ ทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติเปิดเผยว่า มีพลเรือนในอิหร่านเสียชีวิตจากการสู้รบครั้งนี้แล้วอย่างน้อย 1,332 คน
ขณะเดียวกัน มีการเผยภาพเครื่องบินรบอิสราเอลบินขึ้นเหนือน่านฟ้าของอิสราเอล เพื่อใช้ในปฏิบัติการโจมตีอิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) ในเลบานอน ซึ่งวานนี้ (6 มี.ค) อิสราเอลโจมตีกรุงเบรุต อย่างหนัก หลังสั่งอพยพประชาชนทั้งหมดบริเวณชานเมืองทางใต้ของเมืองหลวงเลบานอน ซึ่งเป็นการขยายสงครามกับอิหร่านครั้งใหญ่ ที่อิสราเอลเริ่มเปิดการโจมตีร่วมกับสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
อีกทั้งยังมีรายงานว่า อิสราเอลโจมตีฐานทัพของกองกำลังชั่วคราวแห่งสหประชาชาติในเลบานอน (UNIFIL) ซึ่งเป็นกองกำลังรักษาสันติภาพ ทำให้มีทหารกานา บาดเจ็บ 3 นาย กองกำลังรักษาสันติภาพจึงออกมาประณามอิสราเอลว่า อาจเป็นการก่อ "อาชญากรรมสงคราม"
ในขณะเดียวกัน ขีปปนาวุธของอิหร่านและจรวดของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ก็ยังคงระดมยิงใส่อิสราเอลอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีรายงานเพลิงลุกไหม้ขึ้นที่อาคารสำนักงานและโกดังของบริษัทสัญชาติอเมริกัน หลังจากโดรนโจมตีอาคารที่พักของพนักงานบริษัทน้ำมันต่างชาติในเมืองบาสรา (Basra) ของอิรัก โดยเมืองแห่งนี้เป็นศูนย์กลางน้ำมันหลักทางตอนใต้ของอิรัก และเป็นที่ตั้งของบริษัทพลังงานระหว่างประเทศหลายแห่ง
ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แถลงว่า ขณะนี้กองทัพอิหร่าน รวมทั้งกองทัพเรือ, การสื่อสาร และผู้นำอิหร่าน "ได้ล่มสลายไปแล้ว" โดยเรือทั้งหมด 32 ลำ ของอิหร่าน จมอยู่ใต้ก้นมหาสมุทร พร้อมอวยตนเองว่า สหรัฐฯ ทำผลงานได้อย่าง "ยอดเยี่ยม" ในการกำจัดกองกำลังอิหร่าน นอกจากนี้ "ทรัมป์" ย้ำว่า จะไม่มีการทำข้อตกลงใด ๆ กับอิหร่าน เว้นแต่อิหร่านจะ "ยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข"
ขณะที่ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ออกมาท้าทายผู้นำสหรัฐฯ หลังก่อนหน้านี้ประธานาธิบดี ทรัมป์ เคยกล่าวว่า หากจำเป็น สหรัฐฯ ก็จะส่งกองทัพเรือไปคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่ข้ามช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) จากการโจมตีของอิหร่าน โดยอิหร่านท้าว่า "อิหร่านยินดีอย่างยิ่งกับการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมัน และการที่กองกำลังสหรัฐฯ จะประจำการอยู่เพื่ออำนวยความสะดวกในการข้ามช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเรากำลังรอคอยการปรากฏตัวอยู่เช่นกัน แต่เราแนะนำว่า ก่อนตัดสินใจใดใด ชาวอเมริกันควรจดจำถึงเหตุการณ์ไฟไหม้เรือบริดจ์ตัน (Bridgeton) เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ของอเมริกา ในปี 2530 และเรือบรรทุกน้ำมันอื่น ๆ ที่ตกเป็นเป้าหมายเมื่อไม่นานมานี้"
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) ของอิหร่าน ออกมากล่าวขอโทษประเทศเพื่อนบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความขัดแย้งและจากการกระทำของอิหร่าน พร้อมเผยว่าอิหร่านจะยุติการโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน "เว้นแต่จะถูกโจมตีก่อน"