มูลนิธิกระจกเงาเผยสถิติ คนหายพุ่ง 2 เดือนแรก รับแจ้งแล้ว 78 ราย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์หลอกพาไปทำงาน ไม่ใช่แค่วัยทำงาน แต่ผู้สูงอายุก็ถูกหลอกไปสแกนใบหน้า จี้รัฐเพิ่มหน่วยงานกลางกรอง งานออนไลน์
นางสาวกรรณิกา โมเล้น หัวหน้าฝ่ายรับแจ้งเหตุและประสานงาน ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา เปิดเผยกับทีมข่าว 7 เอชดี ถึงสถานการณ์การรับแจ้งคนหายซึ่งเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ว่าในปี 2568 หรือก็คือปีที่แล้ว มูลนิธิกระจกเงารับแจ้งคนหายจำนวน 119 คน เป็นชาย 73 คน และหญิง 46 คน ในจำนวนนี้เป็นเยาวชน อายุน้อยที่สุด 15 ปี และผู้สูงอายุ อายุมากที่สุด 65 ปี ที่ถูกหลอกไปทำงาน หรือเปิดบัญชีที่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่ยอดรับแจ้งคนหายในปีนี้ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงปัจจุบัน รวมเป็นเวลา 2 เดือนเศษ มีการรับแจ้งคนหายแล้ว 78 คน เป็นชาย 35 คน และหญิง 43 คน ช่วงอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 29-30 ปี หากเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว พบว่าปีนี้มีการรับแจ้งคนหายที่สูงขึ้นกว่าปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด แต่ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะประชาชนเริ่มรู้ช่องทางการขอความช่วยเหลือเพิ่มมากขึ้น ทำให้ได้รับแจ้งมากขึ้นก็ได้
นอกจากนี้ในปีนี้ยังไม่พบผู้ที่เป็นเยาวชนตกเป็นเหยื่อถูกหลอกไปทำงาน แต่พบชาวต่างชาติ 4 คน เป็นคนจีน 2 คน , ยูกันดา 1 คน และมาเลเซีย 1 คน ซึ่งทั้งหมดถูกหลอกไปทำงานฝั่งประเทศเมียนมา ซึ่งจะต่างจากคนไทยที่มักจะถูกหลอกไปทำงานที่ฝั่งกัมพูชา ซึ่งสาเหตุอาจมาจากเหยื่อที่เป็นชาวต่างชาติมักจะถูกพาไปทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ หรือคอลเซนเตอร์โดยตรง ที่จะทำงานได้ระยะยาว ขณะที่คนไทยมักจะถูกพาไปเพื่อให้ไปเปิดบัญชีม้าเป็นการชั่วคราว เมื่อบัญชีธนาคารถูกอายัด ไม่สามารถใช้งานต่อได้ ก็จะถูกส่งตัวกลับมาไทย
ปัญหาสำคัญที่ยังมีคนตกเป็นเหยื่อของแก๊งสแกมเมอร์ ก็คือ ยังมีเหยื่อที่เข้าไม่ถึงข้อมูลวิธีการหลอกลวงอีกเป็นจำนวนมาก ไม่ทราบรูปแบบการหลอกลวง จึงหลงเชื่อไปสมัครงาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ที่ก็เคยมีผู้สูงอายุ 65-66 ปี ถูกหลอกพาไปกัมพูชา เพื่อให้ไปสแกนหน้าบัญชีม้าให้แก๊งสแกมเมอร์ ผู้สูงอายุบางคนเข้าใจว่าเป็นงานให้เช่าบัญชีธนาคาร เข้าใจว่าไม่ได้เสียหาย แต่ในทางข้อกฎหมายคือมีความผิดเพราะนำไปใช้หลอกผู้เสียหายคนอื่น เมื่อไปถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ก็ไม่สามารถกลับตัวได้ทัน
นางสาวกรรณิกา บอกด้วยว่า มีหลายเคสที่ครอบครัวและญาติของเหยื่อ ต้องการไปยื่นขอให้ธนาคารปิดบัญชีธนาคารของเหยื่อ เพราะเมื่อบัญชีไม่สามารถใช้ได้ เหยื่อจะหมดประโยชน์แล้วถูกส่งกลับ แต่ ณ ปัจจุบัน ยังไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ต้องรอให้มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความขออายัดบัญชีเท่านั้น ซึ่งถ้าครอบครัวเหยื่อแจ้งความกับตำรวจแล้ว แล้วสามารถอายัดบัญชีก่อนที่จะมีผู้เสียหายโอนเงินเข้ามาได้ ก็น่าจะเป็นแนวทางที่ดี ลดจำนวนผู้เสียหายที่จะโอนเงินเข้ามา ลดความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายกับเหยื่อที่ถูกหลอกไปทำงาน และอาจถูกขายต่อไปทำงานสแกมเมอร์รูปแบบอื่น รวมถึงถ้ามีหน่วยงานกลางที่จะช่วยตรวจสอบงานที่โพสต์หาผ่านทางออนไลน์โดยเฉพาะได้ ก็จะช่วยเหลือเหยื่อได้จำนวนมาก