อิหร่านพร้อมใช้ขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลและฐานทัพของสหรัฐฯ นานตราบเท่าที่จำเป็น ลั่น โจมตีฐานยิงขีปนาวุธของอิหร่าน ก็ไม่สามารถยับยั้งการตอบโต้ได้ และ การเจรจา ไม่ได้อยู่ในการพิจารณาของอิหร่านอีกต่อไปแล้ว
(11 มี.ค.69) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า เซย์เยด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวว่าอิหร่านพร้อมใช้ขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลและฐานทัพของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันตกต่อไปนานตราบเท่าที่จำเป็น และการโจมตีฐานยิงขีปนาวุธของอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลนั้นไม่สามารถยับยั้งการตอบโต้ของอิหร่านได้
อารักชี เผยว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอย่างไร้ทิศทาง มุ่งเป้าพื้นที่อยู่อาศัย โรงพยาบาล โรงเรียน และโครงสร้างพื้นฐาน ถือเป็นการกระทำที่อันตรายอย่างยิ่ง พร้อมชี้ว่าการกลับมาเจรจากับสหรัฐฯ ไม่ได้อยู่ในการพิจารณาของอิหร่านอีกต่อไปแล้ว
สำหรับประเด็นการคัดเลือกโมจตาบา คาเมเนอี ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน อารักชีระบุว่าสิ่งนี้ส่งสัญญาณการสานต่อนโยบายต่อต้านสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงเสถียรภาพของอิหร่าน
อารักชีระบุว่าราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้นเป็นผลมาจากการผลิตและการขนส่งน้ำมันในภูมิภาคที่ต้องชะลอตัวหรือหยุดชะงักลง เนื่องจากการ "รุกราน" อิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล พร้อมกับยืนยันว่าอิหร่านไม่ได้สั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ และไม่ได้ขัดขวางการเดินเรือผ่านเส้นทางดังกล่าวแต่อย่างใด
อนึ่ง สหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมกันโจมตีกรุงเตหะรานและอีกหลายเมืองของอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน รวมถึงผู้บัญชาการทหารระดับสูงและพลเรือน ทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนสู้รบเข้าโจมตีอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางหลายระลอก
ผลกระทบของความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างในภูมิภาคสร้างความกังวลต่อการส่งออกน้ำมันและตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อการขนส่งทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ