อิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ในน่านน้ำของอิรัก จนเกิดเพลิงไหม้ มีรายงานผู้เสียชีวิต 1 คน และสามารถช่วยเหลือได้ 38 คน
หลังจากเหตุการณ์ที่เมื่อวานนี้ (11 มี.ค. 69) อิหร่านโจมตีเรือบรรทุกสินค้า 3 ลำ ในช่องแคบฮอร์มุซ ประกอบด้วย
1.เรือ “มยุรีนารี” (Mayuree Naree) เรือสัญชาติไทย ถูกโจมตีห่างจากชายฝั่งตอนเหนือของประเทศโอมาน
2.เรือบรรทุกสินค้า ONE Majesty ติดธงชาติญี่ปุ่น ลูกเรือทุกคนปลอดภัย
3.เรือบรรทุกสินค้า Star Gwyneth ติดธงหมู่เกาะมาร์แชลล์ ลูกเรือทั้งหมดปลอดภัย
ล่าสุด วันนี้ (12 มี.ค. 69) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ถูกโจมตีในน่านน้ำของอิรัก ทำให้เรือทั้ง 2 ลำเกิดเพลิงไหม้ ซึ่งคาดว่าถูกโจมตีจากเรือบรรทุกระเบิดของอิหร่าน โดยการโจมตีครั้งล่าสุดนี้ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน และสหรัฐฯ-อิสราเอล ทำให้มีเรือที่ถูกโจมตีในภูมิภาคนี้ตั้งแต่เริ่มการสู้รบเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 16 ลำ
ขณะที่สำนักข่าว CNN รายงานว่า สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่าน IRIB เผยว่า อิหร่านได้อ้างความรับผิดชอบต่อการโจมตีดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการโจมตีด้วยโดรนใต้น้ำ
ทางเจ้าหน้าที่ท่าเรือของอิรัก เผยว่า เรือที่ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยเรือติดอาวุธของอิหร่านคือ เรือ Safesea Vishnu จดทะเบียนหมู่เกาะมาร์แชลล์ และเรือ Zefyros จดทะเบียนมอลตา และบรรทุกน้ำมันมาจากอิรัก ขณะที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยท่าเรือ กล่าวว่า พบศพลูกเรือชาวต่างชาติในน้ำ ขณะที่ทีมกู้ภัยของอิรักยังคงค้นหาลูกเรือที่สูญหายคนอื่น ๆ
ขณะที่ “ฟาร์ฮาน อัล-ฟาร์ตูซี” ผู้อำนวยการบริษัทท่าเรือของอิรัก เผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือลูกเรือจากเรือบรรทุกน้ำมันทั้งสองลำได้รวม 38 คน และมีผู้เสียชีวิต 1 คน โดยลูกเรือทุกคนเป็นชาวต่างชาติ
ด้าน “ซาอัด มาน” พลโทและหัวหน้าฝ่ายสื่อของกองบัญชาการปฏิบัติการร่วมของอิรัก ระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นภายในน่านน้ำอธิปไตยของอิรัก และถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของอิรัก
ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสูงถึง 1 ใน 5 ของโลก ได้หยุดชะงักลงเกือบทั้งหมดนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่ปี 2565