กต.อิหร่าน เผย เรือยังสามารถผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ได้ หากประสานกองทัพเรืออิหร่าน

กต.อิหร่าน เผย เรือยังสามารถผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ได้ หากประสานกองทัพเรืออิหร่าน

View icon 29
วันที่ 13 มี.ค. 2569 | 08.38 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เผย เรือยังสามารถผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ได้ หากเรือทุกลำประสานงานกับกองทัพเรือขงอิหร่าน ยันอิหร่านไม่ได้ต้องการให้ช่องแคบฮอร์มุซไม่ปลอดภัย

วันนี้ (13 มี.ค. 69) “เอสมาอิล บาเกอี” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน เผยกับสำนักข่าวเมห์ร (Mehr News)สำนักข่าวกึ่งทางการอิหร่าน ว่า ความมั่นคงของช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออิหร่าน เพราะความมั่นคงของประเทศเชื่อมโยงกับความมั่นคงของภูมิภาค ด้วยชายฝั่งที่ยาวที่สุดในอ่าวเปอร์เซียและทะเลโอมาน อิหร่านจึงแบกรับต้นทุนมากมายเพื่อปกป้องเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์นี้มาโดยตลอด

นอกจากนี้ “บาเกอี” ยังกล่าวอีกว่า ความไม่มั่นคงที่เกิดขึ้นในภูมิภาคโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลอาจส่งผลกระทบต่อการสัญจรของเรือในช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม อิหร่านไม่ต้องการให้ช่องแคบฮอร์มุซไม่ปลอดภัย ดังนั้นเรือทุกลำต้องประสานงานกับกองทัพเรืออิหร่านเมื่อแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อรักษาความมั่นคงทางทะเล

ก่อนหน้านี้ “โมจตาบา คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน กล่าวเมื่อวานนี้ (12 มี.ค.) ว่า อิหร่านจะสู้และปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไปเพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเป็นคำกล่าวที่แสดงถึงความท้าทายครั้งแรกของเขานับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจากบิดาที่ถูกลอบสังหาร

นอกจากนี้ “คาเมเนอี” ยังได้เรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่าน ดำเนินการปิดฐานทัพของสหรัฐฯ ในดินแดนของพวกเขา และเตือนว่าอิหร่านจะยังคงโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ เหล่านั้นต่อไป

ขณะที่ “อามีร์ ซาอีด อิราวานี” เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงถ้อยแถลงของผู้นำสูงสุดอิหร่าน ที่ว่า “ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิดต่อไป” ซึ่ง “อิราวานี” ตอบว่า อิหร่านจะไม่ปิดช่องแคบฮอร์มุซแต่การรักษาสันติภาพและความมั่นคงในเส้นทางน้ำนี้เป็นสิทธิโดยชอบธรรมของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันในภูมิภาคนี้ รวมถึงในช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ได้เป็นผลมาจากการที่อิหร่านใช้สิทธิในการป้องกันตนเอง แต่เป็นผลโดยตรงจากการกระทำที่บั่นทอนเสถียรภาพของสหรัฐฯ ในการรุกรานอิหร่านและทำลายความมั่นคงในภูมิภาค

ทั้งนี้ ความเป็นไปได้ที่การหยุดชะงักครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมพลังงานโลกอาจยืดเยื้อออกไป ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล อีกครั้ง หลังจากที่ลดลงในช่วงต้นสัปดาห์จากความหวังว่าความขัดแย้งจะยุติลงอย่างรวดเร็ว