วันนี้ (13 มี.ค. 69) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการตำรวจทางหลวง ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา น.ส.พิมพ์ชนก อายุ 31 ปี โดยกล่าวหาว่า ปลอมแปลงเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม พร้อมตรวจยึดของกลาง
1. แผ่นป้ายทะเบียนรถ จ.กรุงเทพมหาคร จำนวน 2 แผ่น (ป้ายปลอม)
2. สำเนาหน้าเล่มรายการจดทะเบียน (ปลอม)
โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณทางหลวงหมายเลข 41 กม.164 (ขาขึ้น) ต.หนองไทร อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี
ซึ่งก่อนเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงสุราษฎร์ฯ ออกตรวจพื้นที่ป้องกันเหตุอาชญากรรมและตรวจสภาพการจราจร บนถนนทางหลวงหมายเลข 41 ช่วง ต.หนองไทร อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี พบเห็นรถเก๋ง สีขาว แผ่นป้ายทะเบียน จ.กรุงเทพมหานคร ขับแซงรถของเจ้าหน้าที่มาในช่องทางด้านขวา ด้วยความเร็ว เจ้าหน้าที่จึงได้ขับติดตามไป
ขณะติดตามสังเกตุเห็นป้ายทะเบียนหลังมีลักษณะคล้ายแผ่นป้ายทะเบียนปลอม เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจสอบหมายเลขทะเบียน กับข้อมูลของกรมขนส่งทางบก และระบบฐานข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (OnePolice) พบว่า“ไม่พบข้อมูลรถยนต์”คันดังกล่าว จึงได้เปิดสัญญาณไฟเรียกให้หยุดรถ ที่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 164 ต.หนองไทร อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี
จากการตรวจสอบ พบ น.ส.พิมพ์ชนก อายุ 31 ปี เป็นคนขับ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอให้ น.ส.พิมพ์ชนก นำสำเนาหน้าเล่มรายการจดทะเบียนรถมาแสดง จากการตรวจสอบพบว่า สำเนาหน้าเล่มรายการจดทะเบียนรถ ที่ น.ส.พิมพ์ชนก นำมาแสดงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดู ไม่มีอยู่ในฐานระบบของกรมขนส่งทางบก (ปลอม) และจากการตรวจสอบป้ายทะเบียนรถ พบว่าไม่มีลายน้ำตราเครื่องหมายราชการกรมการขนส่งทางบก (ปลอม)
จากการซักถาม น.ส.พิมพ์ชนก ให้การว่า ตนได้ใช้รถคันดังกล่าวมาแล้ว ประมาณ 4 ปี ก่อนจะซื้อรถคนนี้มาใช้ ตนมีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์แต่มีเงินไม่เพียงพอที่จะซื้อรถใหม่มาใช้ จึงมีเพื่อนแนะนำให้ซื้อรถหลุดจำนำมาใช้เพราะราคาไม่แพง (ปัจจุบันเพื่อนที่แนะนำติดคุก) และแนะนำเพจเฟสบุ๊กหนึ่งที่ขายรถจำพวกนี้
ตนจึงได้ติดต่อไปยังเพจดังกล่าว และตกลงซื้อรถคันนี้ในราคา 50,000 บาท และได้ซื้อแผ่นป้ายทะเบียน,สำเนาหน้าเล่มรายการจดทะเบียน ในราคา 3,000 บาท จาก นายอิฐ
โดยทาง น.ส.พิมพ์ชนก ยอมรับว่า ที่ผ่านมาตนใช้รถคันนี้มานานรอดพ้นจากตำรวจมาตลอด มาวันนี้เจอตำรวจทางหลวงสุราษฎร์ฯเรียกตรวจ คิดว่าจะรอดพ้นเหมือนทุก ๆ ครั้ง
มาครั้งนี้ไม่รอดแล้ว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหาให้น.ส. พิมพ์ชนก ทราบว่า “ปลอมแปลงเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม” และนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.พุนพิน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป