วันนี้ (13 มี.ค. 69) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการตำรวจทางหลวง ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา นายมนัส อายุ 44 ปี
โดยกล่าวหาว่า มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนติดตัวไปในตัวเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และโดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์”และแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาตามกฎหมาย
พร้อมตรวจยึดของกลาง
1. อาวุธปืนสั้น ชนิดกึ่งอัตโนมัติ ขนาด .380 จำนวน 1 กระบอก
2. ซองกระสุนปืนจำนวน 1 ซอง บรรจุอยู่ในตัวปืน (ของกลางลำดับที่ 1)
3. เครื่องกระสุนปืน ขนาด .380 จำนวน 3 นัด
โดยสามารถจับกุมได้ที่ริมถนนเพชรเกษม (ทล.4) กม.299+600 ขาเข้า ในพื้นที่ ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์
เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงได้รับการประสานจากศูนย์วิทยุ 191 จ.ประจวบคีรีขันธ์ แจ้งเหตุว่ามีรถบรรทุกหกล้อ หมายเลขทะเบียน จ.ฉะเชิงเทรา ก่อเหตุใช้อาวุธปืนออกมาข่มขู่ผู้ใช้รถรายอื่นบนถนน เจ้าหน้าที่จึงนำรถวิทยุตรวจการณ์หมายเลขข้างรถ 2304 ออกติดตามเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) กม.299+600 ขาเข้า ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์
ต่อมาเวลาประมาณ 15.30 น. เจ้าหน้าที่พบรถบรรทุกหกล้อคันต้องสงสัย ซึ่งหมายเลขทะเบียนตรงตามข้อมูลที่ได้รับแจ้ง จึงแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและส่งสัญญาณให้หยุดรถเพื่อตรวจสอบ
จากการตรวจสอบพบผู้ขับขี่เป็นชาย ทราบชื่อภายหลังคือ นายมนัส โดยมี น.ส.นิภาวรรณ แฟนสาว นั่งโดยสารมาด้านหน้ารถด้วย เจ้าหน้าที่ได้แจ้งเหตุอันควรสงสัยและขอทำการตรวจค้นภายในห้องโดยสาร
โดยผู้ขับขี่ให้ความยินยอมโดยสมัครใจ ผลการตรวจค้นพบ อาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนปืน ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าขนหนูสีน้ำเงิน ซุกซ่อนอยู่ภายในกล่องพลาสติกใสฝาสีขาว วางอยู่ด้านหลังเบาะคนขับภายในรถบรรทุกคันดังกล่าว จากการสอบถาม นายมนัส ให้การรับว่า อาวุธปืนและเครื่องกระสุนดังกล่าวเป็นของตนเอง
โดยซื้อจากชายไทยไม่ทราบชื่อ ไม่ทราบอายุ ผ่านการติดต่อทางโทรศัพท์ ก่อนนัดพบและชำระเงินสดจำนวน 10,000 บาท เพื่อรับปืนมาในคราวเดียวกัน อีกทั้งยังยอมรับว่า ไม่เคยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนจากนายทะเบียน และไม่มีหนังสืออนุญาตให้พาอาวุธปืนติดตัวแต่อย่างใด จึงควบคุมตัวไปจัดทำบันทึกการจับกุมที่ หน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวงเกาะหลัก ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์
จากนั้นได้ส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป