วันสุดท้ายที่รัฐบาลตรึงราคาน้ำมัน (16 มี.ค.69) ทำให้ทุกปั๊มน้ำมันในจังหวัดตรัง ประสบปัญหาน้ำมันขาดช่วง บางปั๊มขาดมาร่วม 2 วัน เมื่อน้ำมันล็อตใหม่มาเติมไม่เต็มตามออเดอร์ มาถึงไม่กี่ชั่วโมงก็หมดอีก แม้จะมีการจำกัดการซื้อแล้วก็ตาม เช่น รถเล็กไม่เกิน 500 บาท, ภาคเกษตร ก่อสร้าง ใส่ถังและแกลลอนได้ไม่เกิน 500 บาท / ถัง /แกลลอน , รถใหญ่ไม่เกิน 1,000 บาท ทำให้แต่ละปั๊มโดยเฉพาะปั๊มใหญ่ๆมีการขึ้นป้ายประกาศน้ำมันหมดไว้ที่หัวจ่าย ทั้งดีเซล แก๊สโซฮอล์ และเบนซิน ขณะที่ประชาชนก็แห่เติมตุนไว้ให้เต็มถัง หวังจะได้ประหยัดเงินในกระเป๋า เพราะไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะตรึงราคาน้ำมันต่อหรือน้ำมันจะขาดแคลนหรือไม่

ที่อำเภอกันตัง ซึ่งเป็นเมืองท่าทำการประมงและท่าเรือขนส่งสิน้าระหว่างประเทศ ขณะนี้เรือประมงพาณิชย์ใน จ.ตรัง ก็เป็นวันสุดท้ายเช่นกันที่รัฐบาลช่วยอุดหนุนน้ำมันเขียวให้กับเรือประมงพาณิชย์ โดยผู้ประกอบการ และไต๋เรือ ต่างก็บอกว่า ออกเรือวันนี้เติมน้ำมันเขียวที่ยังมีอยู่ในสต็อกราคาลิตรละ 32 บาท หากน้ำมันเขียวในสต็อกเดิมหมดลง ก็ต้องเติมน้ำมันในราคาใหม่
ล่าสุด มีการแจ้งปรับราคาแล้วตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2568 เช่น ฝั่งอ่าวไทยประกาศปรับขึ้นอยู่ที่ลิตรละ 37 บาท อันดามันปรับขึ้นราคาลิตรละ 34-35 บาท และจะมีการปรับขึ้นเรื่อย ๆ หากรัฐบาลไม่ช่วยตรึงราคาต่อไป เชื่อว่าเรือประมงพาณิชย์จะสู้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ ขณะที่ราคาสัตว์น้ำทะเลก็ต่ำกว่าต้นทุน ยังมีสัตว์น้ำจากประเทศเพื่อนบ้านเช่น พม่าก็เข้ามาตีตลาด หากน้ำมันเขียวลอยตัวอาจจะต้องหยุดทำประมง
นายณรงค์ ไต๋เรือจากแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม บอกว่า ออกเรือแต่ละครั้งประมาณ 13-15 วัน ใช้น้ำมันประมาณ 20,000 ลิตร หากรัฐบาลไม่ช่วยตรึงราคาต่อไป คิดว่าเรือคงต้องจอด ส่วนตัวลูก 4 คน เรียนจบแล้ว หนี้สินเหลือไม่มาก แต่คนอื่นอาจต้องแบกรับหนี้สินต่อไป แรงานต้องถูกเลิกจ้าง
ด้านนายสฤษฎ์พัฒน์ ภมรวิสิฐ นายกสมาคมการประมงกันตัง บอกว่า เรือประมงพาณิชย์จดทะเบียนใน จ.ตรัง ประมาณ 200 ลำ เหลือทำประมงจริงประมาณ 120 ลำ ที่เหลือจอด เพราะสู้ต้นทุนที่สูงขึ้นไม่ได้ ตอนนี้ทั้งน้ำมันแพงและขาดแคลนสินค้าเคมีภัณฑ์ต่างๆก็เริ่มขาดตลาด เช่น สีทาเรือ กาว น้ำมันเครื่องจาระบี เป็นต้น แต่ราคาสินค้าสัตว์น้ำต่ำกว่าทุน แต่ราคาขายตามตลาดกลับขึ้นราคา ขณะที่เรือประมงพื้นบ้านก็ประสบปัญหาไม่มีน้ำมันเขียว ทั้งถูกจำกัดน้ำมันใส่แกลลอน และยังขาดแคลน
โดยในวันที่ 18 มีนาคมนี้ สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ซึ่งมีตัวแทนจากหลายจังหวัด เตรียมเข้าพบนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ผู้อำนวยการศูนย์ติดตามสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง เพื่อปรึกษาหารือในการแก้ปัญหาในหลายด้าน ทั้งเรื่องปัญหาพลังงานเพราะน้ำมันเป็นต้นทุนหลัก ,ปัญหาราคาสัตว์น้ำจากประเทศเพื่อนบ้านทะลักเข้ามาตีตลาด, ปัญหาด้านการต่อใบอนุญาตทำงานของแรงงานข้ามชาติที่กระทรวงแรงงานเปลี่ยนระเบียบใหม่ ทำให้ยุ่งยาก ใช้เวลานาน 22 -30 วัน เพิ่มภาระและค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการ เป็นต้น จึงเตรียมเข้าพบตัวแทนรัฐบาลเพื่อให้เร่งแก้ปัญหา