ป.ป.ส. บุกจับ ขรก. เอี่ยวแก๊งค้ายา-ฟอกเงิน ยึดทรัพย์ 8 ล้าน

ป.ป.ส. บุกจับ ขรก. เอี่ยวแก๊งค้ายา-ฟอกเงิน ยึดทรัพย์ 8 ล้าน

View icon 51
วันที่ 18 มี.ค. 2569 | 17.16 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
เส้นทางเงินมัด ป.ป.ส. บุกจับข้าราชการเทศบาล เอี่ยวแก๊งค้ายาบ้ารายสำคัญ รับเงินค่าจ้าง-ค่าใช้จ่ายในการลำเลียงยาเสพติดล็อต 1.2 แสนเม็ด ยึดทรัพย์ 8 ล้าน แจ้งข้อหาหนัก เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องรับโทษเป็น 3 เท่า

วันนี้ (18 มี.ค. 69) เจ้าหน้าที่สำนักงาน ปปส.ภาค 6 บูรณาการกำลังร่วมกับ ตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ ตำรวจภูธรจังหวัดพิจิตร และฝ่ายปกครองอำเภอเมืองพิจิตร เปิดปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญ นำหมายจับศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ เข้าทำการจับกุม นางกัญญารัตน์ (สงวนนามสกุล) ซึ่งปัจจุบันรับราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานทะเบียนชำนาญงาน สังกัดเทศบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดพิจิตร โดยถูกแจ้งข้อกล่าวหาหนัก ฐานเป็นผู้รับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้กระทำความผิดเพื่อประโยชน์ หรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และความผิดฐานฟอกเงิน

เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดและอายัดทรัพย์สินที่คาดว่าได้มาจากการกระทำความผิด รวมมูลค่าประมาณ 8 ล้านบาท ประกอบด้วย ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 2 รายการ ยานพาหนะ 2 รายการ เครื่องประดับทองรูปพรรณ 14 รายการ บัญชีเงินฝากธนาคาร 2 รายการ

การจับกุมครั้งนี้ เป็นผลมาจากการสืบสวนขยายผลโครงการเครือข่ายรายสำคัญ ปี 2569 ของ ปปส.ภ.6 เมื่อวันที่ 22 ต.ค.68 เจ้าหน้าที่ได้จับกุม นายจักรวาล หรืออู๋ (สงวนนามสกุล) พร้อมของกลางยาบ้า 122,699 เม็ด ในพื้นที่ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ จากนั้นได้ขยายผลจับกุม นายกิตติพงษ์ หรือเอก (สงวนนามสกุล) ได้พร้อมของกลางยาบ้าอีก 178,000 เม็ด ขณะนำยามาส่งให้กับนายจักรวาล จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของเครือข่ายนี้ พบหลักฐานสำคัญที่มัดตัว นางกัญญารัตน์ (ข้าราชการที่ถูกจับกุม) ว่ามีการรับโอนเงินจากบัญชีของผู้ค้ายาเสพติดหลายครั้ง โดยเฉพาะเงินค่าจ้างและค่าใช้จ่ายในการลำเลียงยาเสพติดล็อต 122,699 เม็ด เมื่อเดือนตุลาคม 2568

นอกจากนี้ ข้อมูลการสืบสวนเชิงลึกยังพบว่าเครือข่ายนี้เคยถูกประชาชนร้องเรียนผ่านสายด่วน ป.ป.ส. 1386 ในพื้นที่จังหวัดพิจิตร และมีพฤติการณ์กระจายยาเสพติดไปยังพื้นที่จังหวัดสุโขทัยอีกด้วย การจับกุมในครั้งนี้ เป็นการเน้นย้ำว่า เจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเสียเอง จะต้องรับโทษหนักกว่าบุคคลทั่วไปถึง 3 เท่า เพราะเครื่องแบบมีไว้ปกป้องประชาชน ไม่ได้มีไว้เพื่อเป็นเกราะกำบังในการทำผิดกฎหมาย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง