เช้านี้ที่หมอชิต - ช่วงนี้จะจับจะต้องอะไร ก็แพงไปหมด เดือดร้อนทั้งคนขายและคนซื้อ
ประชาชนอย่างเรา ๆ ต้องเตรียมรับกับสภาพค่าครองชีพที่สูงขึ้นมาก จากผลกระทบราคาน้ำมัน และอีก 1 อาชีพ ที่ส่งสัญญาณมาแล้ว คือ ภาคการประมง ที่เจอวิกฤตขาดแคลนน้ำมัน ทำให้ต้องออกเรือกันแบบวันเว้นวัน
ทีมข่าวฯ ไปสำรวจตลาดซื้อขายอาหารทะเลสดตลาด "ปูชัก" ภายในชุมชนสะพานหิน ชายหาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรี พบว่าราคาอาหารทะเลช่วงนี้ เริ่มมีการปรับตามต้นทุนแล้ว โดยเฉลี่ยจะขึ้นกิโลกรัมละ 10-20 บาท เช่น หมึกหอม เริ่มต้นที่ 280 ต่อกิโลกรัม หากไซส์ใหญ่ขึ้นมาหน่อย จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 300-350 บาท ปลากะพง ราคาตั้งแต่ 120-200 บาทต่อกิโลกรัม หอยหวาน ราคา 180-200 บาทต่อกิโลกรัม ที่แพงขึ้นมาก็จะเป็นปูม้า ราคาตั้งแต่ 350-500 บาทต่อกิโลกรัม
ปัญหาที่ชาวประมงเจอ คือบางปั๊มห้ามนำแกลลอนน้ำมันไปใส่ ทำให้ต้องเสียเวลาในการตระเวนหา หากเป็นไปได้ ก็อยากจะนำเรือขึ้นฝั่งไปเติมถึงปั๊ม
แม่ค้าท่านนี้ ยังตั้งคำถามไปถึงรัฐบาล จะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร เอะอะก็ว่า ประชาชนกักตุน มันใช่หรือไม่ ทำไมถึงไม่ไปตรวจสอบต้นทางการจำหน่าย แทนที่จะมาโทษคนทำมาหากิน
อีก 1 ความกังวลของผู้ค้าอาหารทะเลสด คือจำนวนนักท่องเที่ยว ที่จะมีแต่ลดลง จากการเดินทางที่หาเติมน้ำมันค่อนข้างยาก ทำให้หลายครอบครัว เลือกที่จะเดินตามห้างฯ ใกล้บ้าน หรือพาลูกหลานไปเที่ยวสวนสนุก แทนการเดินทางออกมาพักผ่อนต่างจังหวัด
ส่วนราคาซื้อขายอาหารทะเลสด ตลาดนัด "แยกช้าง" เทศบาลเมืองกระบี่ ปรับขึ้นทุกรายการ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 5-20 บาท ทั้งปลาทูขนาดเล็ก กิโลกรัมละ 60 บาท ขนาดใหญ่ กิโลกรัมลั 100 บาท ปลากะพงตาแดง กิโลกรัมละ 120 บาท ปลาโอ กิโลกรัมละ 70 บาท หมึกไข่ กิโลกรัมละ 180-250 บาท
พ่อค้า แม่ค้า ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นคนกลาง ที่รับซื้อต่อมาจากกลุ่มชาวประมง และต้องปรับตัวจากราคาต้นทางที่มาแพง ทำให้ลดปริมาณการซื้อลง เช่นเดิมจากการรับซื้อครั้งละ 100 กิโลกรัม ก็จะเหลือ 40-50 กิโลกรัม เพื่อลดอัตราเสี่ยงที่จะขาดทุน
สำหรับชาวประมงที่นี่ เริ่มทยอยนำเรือกลับเข้าฝั่งกันแล้ว เพราะไม่คุ้มกับต้นทุนเพิ่มขึ้น ไม่สามารถแล่นเรืออกไปจับสัตว์ทะเลน้ำลึกได้ หลายคนเรียกร้องให้รัฐบาล หันกลับมาใช้น้ำมันดีเซล B10 ที่มีส่วนต่างถูกกว่า น้ำมันดีเซล B7 และ B20 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ถึงลิตรละ 2 บาท โดยเฉลี่ย แต่ถูกกรมธุรกิจพลังงาน ประกาศยกเลิกใช้ไปตั้งแต่ปี 2567