ภารกิจสุดท้าย เรือหลวงเทพา ได้รับใช้ชาติอย่างเต็มที่

ภารกิจสุดท้าย เรือหลวงเทพา ได้รับใช้ชาติอย่างเต็มที่

View icon 92
วันที่ 27 มี.ค. 2569 | 12.34 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
เปิดภารกิจสุดท้าย “เรือหลวงเทพา” สู้รบกัมพูชา ทวงคืนบ้าน 3 หลัง ยิงทำลายปืน 130 มม. ซึ่งเป็นภัยคุกคาม ผู้การฯ เผย  Mission Complete เรือได้รับใช้ชาติอย่างเต็มที่ จ่อศึกษาระบบเรือรบจีน หลังเขมรสั่งซื้อเพิ่ม

วันนี้ (27 มี.ค.69) ว่าที่นาวาตรี พริษฐ์ เกิดนาค ผู้บังคับการเรือหลวงเทพา เปิดเผยถึงการปฏิบัติภารกิจของเรือหลวงเทพาในห้วงที่มีการปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ในการปฎิบัติภารกิจล่าสุด เรือหลวงเทพา ได้ยิงส่องสว่างในโซนของบ้านสามหลัง ที่อยู่ตรงบ้านหนองรี และมีการยิงสนับสนุนฝั่งในการยิงทำลายปืน 130 มม. ของเกาะยอ ประเทศกัมพูชา ที่มีอำนาจในการยิงทำลายได้ถึงเกาะกูด ซึ่งมีภัยคุกคามสูง กองทัพเรือจึงตัดสินใจให้เรือหลวงเทพา และเรือประจวบฯ กับเรือชลบุรี เข้าทำการยิงทำลายเป้าข้าศึก โดยยิงประมาณ 8 นาที และเรือหลวงเทพาก็เป็นลำสุดท้ายที่ออกมา เนื่องจากเป็นการยิงแบบแมนนวล ส่วนอีกสองลำเป็นการยิงแบบออโต้

“สำหรับผลการทำลายพบว่า ปืนของฝ่ายกัมพูชามีความเสียหาย ไม่สามารถใช้ในราชการต่อไปได้ ถือเป็นความสำเร็จในการทำลายเป้าหมายที่ได้รับมอบหมาย”

ผู้บังคับการเรือหลวงเทพา ยอมรับว่า ตอนที่เข้ามาประจำการเรือหลวงเทพา ก็ไม่คิดว่าจะได้รับภารกิจ เนื่องจากเวลานั้นยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยมาเกิดเหตุการณ์เมื่อตนมาประจำการเรือได้ประมาณ 2 เดือน ซึ่งไม่คิดว่าจะได้รับโอกาสทำภารกิจร่วมกับเรือหลวงเทพา ในภารกิจสุดท้ายของเรือ ซึ่งสำเร็จได้ด้วยดี

เมื่อถามถึงสมรรถนะและความสามารถของเรือหลวงเทพา ว่าที่นาวาตรี พริษฐ์ ระบุว่า เรือหลวงเทพา สามารถทำความเร็วอยู่ที่ 72 นอต ส่วนปืนที่ยิงสนับสนุนฝั่งสามารถยิงได้ที่ 13,500 หลา หรือประมาณ 10 กิโลเมตร โดยในช่วงปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เรือหลวงเทพายิงอยู่ในระยะ 5 ไมล์ และมีการต่อต้านจากข้าศึกด้วยเช่นกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในระยะเวลา 2 ปี ก่อนที่เรือหลวงเทพาจะปลดประจำการ หากมีการสู้รบกันอีก ยังดำรงความพร้อมในการปกป้องแผ่นดินไทยหรือไม่ ว่าที่นาวาตรี กล่าวว่า คิดว่าได้กลับมาอยู่ดี ไม่พ้นที่จะได้เรียกกลับมาสนับสนุนกันอยู่แล้ว เพราะเรือประจวบฯ กับเรือชลบุรี ก็โดนเรียกมาจากทัพเรือภาค 1 ให้มาช่วยระดมยิงฝั่งเพื่อทำลายเป้าหมาย ในส่วนของเรือหลวงเทพา หากกลับไปหรือเทียบท่าอยู่สัตหีบ สุดท้ายอาจมีการสู้รบกันก็จะโดนเรียกกลับมาอีก

สำหรับขวัญกำลังใจในระหว่างปฎิบัติภารกิจบนเรือนั้น ว่าที่นาวาตรี พริษฐ์  เผยว่า กำลังใจเต็มเปี่ยม ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าตัวเองจะต้องไปทำอะไร ทุกคนก็เข้าใจว่า เกิดมาเป็นทหารต้องรับใช้ชาติ

เมื่อถามถึงศักยภาพทางเรือของทหารกัมพูชา ว่าที่นาวาตรี พริษฐ์ กล่าวว่า ศักยภาพของเขาอยู่ในทางค่อนข้างต่ำ เพราะไม่ค่อยมีเรือที่มีศักยภาพทางอาวุธเท่ากับของเรา หากปะทะกันตรง ๆ เรามีอาวุธที่ไกลกว่า ตาของเราก็ไกลกว่า จากเรดาร์ที่ตรวจจับได้ไกลกว่า ซึ่งในทางเรือกัมพูชาไม่ถือว่า เป็นภัยคุกคามสำหรับเราสักเท่าไหร่

เมื่อถามว่า 4-5 ปี จากนี้ทางฝ่ายจีนจะมีการส่งเรือคอร์เวตมาให้กัมพูชา ซึ่งเป็นเรือรบขนาดเล็ก ถึงขนาดกลาง ฝ่ายไทยเตรียมพร้อมรับมืออย่างไรบ้าง ว่าที่ นาวาตรี พริษฐ์ ระบุว่า ก็เห็นว่า เขาเข้ามาทำการรับระบบแล้ว แต่คาดว่า ต้องใช้เวลาพอควรกว่าจะเรียนรู้ เช่นเดียวกับเราที่ใช้เวลาเป็นปีกว่าจะเรียนรู้ระบบมาได้ ฉะนั้นก็มีช่วงเวลาที่กัมพูชาต้องไปเรียนรู้ระบบ เราก็สามารถไปศึกษาระบบนั้นได้ เพราะเราก็มีสเปกเรือจากจีนแล้วเอามาบูรณาการในการช่วยรบ อีกทั้งก็มีเรือจากจีนหลายลำ

ว่าที่นาวาตรี พริษฐ์ เปิดเผยถึงความภาคภูมิใจ ในฐานะผู้การเรือที่ใกล้ปลดประจำการ ว่า ตนภูมิใจ ถือว่า Mission Complete เรือก็ได้ทำการรับใช้ชาติอย่างเต็มที่ และปลดประจำการได้ตามแผนปลดประจำการ ไม่ได้มีข้อขัดข้องอะไรที่ทำให้ต้องปลดประจำการก่อน ถือว่าอยู่มาได้ตลอดรอดฝั่ง

สำหรับเรือหลวงเทพา หมายเลข 525 เป็นเรือรบสังกัดกองทัพเรือไทยที่โดดเด่นในภารกิจตรวจการณ์ และสนับสนุนการรบทางทะเล โดยเฉพาะการปฏิบัติการในพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางภาคตะวันออก เข้าประจำการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 หรือเป็นเวลาเกือบ 42 ปี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง